<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ &#8211; Itthigorn &amp; Partners</title>
	<atom:link href="https://itthigorn.com/language/th/category/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://itthigorn.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 09 Sep 2022 02:15:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2023/04/cropped-itthigorn-Logo-150x-02-32x32.png</url>
	<title>กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ &#8211; Itthigorn &amp; Partners</title>
	<link>https://itthigorn.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ฟ้องร้องต่อสู้คดี ประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอย่างไร?</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/th/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b2/%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1/1585/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 05 Sep 2022 11:18:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กฎหมายอาญา]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายแพ่งและพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าจ้างทนาย]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าจ้างทนายคดีหมิ่นประมาท]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าจ้างทนายคดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าจ้างทนายครอบครองปรปักษ์]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าจ้างทนายความ]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าจ้างทนายฟ้องหย่า]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าทนายฟ้องหมิ่นประมาท]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าใช้จ่ายในการตั้งผู้จัดการมรดก]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าใช้จ่ายในการฟ้องหมิ่นประมาท]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าใช้จ่ายในการฟ้องหย่า]]></category>
		<category><![CDATA[ฟ้องหมิ่นประมาทค่าใช้จ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[ฟ้องแบ่งสินสมรสค่าธรรมเนียม]]></category>
		<category><![CDATA[อัตราค่าจ้างทนายความ]]></category>
		<category><![CDATA[อัตราค่าจ้างว่าความ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียกค่าเลี้ยงดูจากสามี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1585</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
บทความนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการที่เราจะประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอย่างไรในการฟ้องร้องต่อสู้คดีคดี 1 เรื่อง เพื่อประเมินความพร้อมเบื้องต้นในการเรียกร้องความยุติธรรมครับ
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/th/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b2/%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1/1585/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;ฟ้องร้องต่อสู้คดี ประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอย่างไร?&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-medium-font-size">บทความนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการที่เราจะประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอย่างไรในการฟ้องร้องต่อสู้คดีคดี 1 เรื่อง เพื่อประเมินความพร้อมเบื้องต้นในการเรียกร้องความยุติธรรมครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong><strong>ค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องต่อสู้คดี</strong></strong> ใน<strong>คดีแพ่ง</strong></h2>



<h2 class="wp-block-heading">การฟ้องคดี (ฝั่งโจทก์)</h2>



<p class="has-medium-font-size">1 ค่าทนายความ ซึ่งตรงนี้จะแล้วแต่วิธีการคิดเงินของทนายแต่ละท่านนะครับ หาให้ประเมินเบื้องต้นให้ประมาณดังนี้ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">1.1 การเขียนคำฟ้องคำให้การปกติจะใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 5 วันทำการขึ้นไปครับแล้วแต่ความยากง่ายของคดีครับ เนื่องมาจากว่าการเขียนคำฟ้องหรือคำให้การ หรือแม้แต่คำร้องต่างๆ (ขอเรียกรวมๆว่าคำคู่ความนะครับ) ที่ใช้ในการต่อสู้คดีนั้นเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะต้องบรรยายถึงองค์ประกอบต่าง ๆ รวมถึงข้อเท็จจริง ที่ใช้ในการต่อสู้คดีครับ ดังนั้นโดยทั่วไปในการเขียนคำคู่ความนั้นอย่างแรกที่ทนายจะต้องทำหลังจากที่ได้รวบรวมข้อเท็จจริงต่าง ๆ จากลูกความจนครบสมบูรณ์แล้ว หากเป็นคำฟ้องทนายก็จะนำมาหาข้อต่อสู้และประเด็นข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดี แต่ถ้าเป็นคำให้การจำเป็นที่จะต้องอ่านคำฟ้องของฝ่ายตรงข้ามอย่างละเอียดซึ่งบางครั้งคำฟ้องและเอกสารแนบมีเป็นร้อย ๆ ฉบับก็มีครับ ตรงนี้จะใช้เวลาหนึ่งถึงสองวันเป็นอย่างน้อยครับ หากเป็นคดีที่มีความซับซ้อนมากก็จำเป็นที่จะต้องประชุมทีมทนายซึ่งก็จะใช้เวลานานขึ้นอีกเป็นเท่าตัวครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">เมื่อสรุปข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ทนายจึงจะเริ่มตรวจสอบเช็คข้อกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งระยะเวลาตรงนี้ขึ้นกับความซับซ้อนของเคสครับ ปกติจะใช้เวลาตั้งแต่ 3 วันทำการขึ้นไปครับ หลังจากนั้นทนายก็จะเริ่มร่างคำคู่ความจะใช้เวลาอีกประมาณสองถึงสามวันครับเพราะเนื่องจากว่าต้องตรวจสอบการบรรยายต่าง ๆ ว่าขาดตกบกพร่องตรงไหนหรือเปล่าหรือมีจุดอ่อนจุดแข็งในคำคู่ความอย่างไร ซึ่งตรงนี้จะรวมถึงการประเมินด้วยว่าหากเราเขียนคำฟ้องหรือคำให้การนี้แล้วฝ่ายตรงข้ามจะต่อสู้อย่างไรด้วยครับเรียกได้ว่าเป็นการประเมินทั้งคดีตั้งแต่เริ่มต้นครับเพราะหลังจากนี้แล้วการต่อสู้คดีจะปรับปรุงตามแผนที่เราได้วางไว้ตั้งแต่ครั้งแรกนี้ครับถึงจุดนี้เราก็จะทราบพยานที่จะต้องใช้และแนวทางในการสืบพยานรวมถึงประเมินผลได้คร่าว ๆ ครับ ดังนั้นส่วนคำคู่ความนี้เรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการทำงานครับ เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็จำทำการจัดทำเอกสารต่าง ๆ เพื่อเตรียมยื่นฟ้องต่อไปครับ</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading">การคิดค่าทนายสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะครับ</h3>



<p class="has-medium-font-size">1.1.1 คิดค่าวิชาชีพโดยวิธีการเหมาทั้งคดี ตรงนี้จะเป็นจำนวนที่ค่อนข้างสูงครับ ถ้าไม่จ่ายเต็มทั้งก้อน การแบ่งจ่ายจะขึ้นกับคดีครับ เช่น จ่ายเมื่อเริ่มงาน 50 &#8211; 60% ก้อนแรกจะเป็นจำนวนที่สูงเพราะตามที่ได้กล่าวไปแล้วครับว่าการเขียนคำคู่ความ เช่น คำฟ้อง คำให้การ คำร้องขอ ตั้งต้นคดีนั้นเป็นส่วนสำคัญที่สุดเพราะเป็นตัวกำหนดแนวการการทำงานของทั้งคดีครับ ส่วนงวดต่อไปก็อาจจะเป็นการแบ่งจ่ายงวดเดียวหรือสองงวดก็ได้แล้วแต่ตกลงกันกับทนายครับ </p>



<p class="has-medium-font-size">1.1.2 คิดค่าวิชาชีพส่วนหนึ่ง ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกส่วนหนึ่ง ตรงนี้จะถูกกว่าแบบแรกหน่อยถ้าคดีจบเร็ว แต่อาจจะแพงกว่าถ้าคดียืดเยื้อครับ เนื่องมากจากว่าการเก็บแบบนี้นั้นจะเป็นการจ่ายค่าวิชาชีพในการเขียนคำคู่ความ คำฟ้อง คำให้การ คำร้องขอตั้งต้นคดี ก้อนหนึ่ง และค่าทนายความไปศาลต่อครั้งอีกก้อนหนึ่งครับ ส่วนที่จะเสียเรื่อย ๆ คือส่วนหลังนี้ครับเพราะหากคดีไปหลายนัดก็อาจจะเสียมากกว่าลักษณะแรกก็ได้ แต่ถ้าไปครั้งสองครั้งส่วนใหญ่จะน้อยกว่าลักษณะแรกครับ เพราะในลักษณะแรกจะต้องประเมินทุกค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ไปด้วยไว้แล้วครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">1.2 การยื่นคำฟ้อง คำร้องหรือคำให้การ 1 วัน </p>



<p class="has-medium-font-size">1.3 การต่อสู้คดีหรือสืบพยานอย่างน้อยประมาณ 3 วันทำการ</p>



<p class="has-medium-font-size">1.4 วันฟังคำพิพากษา 1 วันทำการ</p>



<p class="has-medium-font-size">ถึงตรงนี้ให้นำจำนวนวันในข้อ 1.1 + 1.2 + 1.3 + 1.4 เท่ากับอย่างน้อย 10 วันทำการครับ จากนั้นคูณด้วยค่าตัวทนายต่อวัน แล้วเราจะรู้ค่าตัวทนายได้อย่างไร? แนะนำว่าใช้ประเมินจากค่าตัวของเราต่อวันครับ เช่นถ้าเราได้เงินเดือนเดือนละ 30,000 บาทค่าตัวเราก็ตกวันละ 1,000 บาท เราก็นำตัวเลขนี้คูณกับจำนวนวันข้างต้นครับ ก็จะเป็นเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 10,000 บาทครับ ทั้งนี้เป็นการประเมินคร่าวๆนะครับ ค่าตัวทนายและวันทำการอาจมากหรือน้อยกว่านี้ก็เป็นไปได้ครับ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคดีที่ฟ้องร้องต่อสู้คดีนั้นทนายความต้องเดินทางข้ามจังหวัดไปต่อสู้คดีให้ด้วยหรือเปล่านะครับ ค่าตัวทนายตรงนี้สูงต่ำแตกต่างกันไปครับ ทนายบางท่านทำคดีเยอะมากและคดีมีมูลค่าสูง ๆ บางครั้งคดีที่ต่ำกว่าแสนท่านก็จะไม่รับเลยก็มีครับ ในส่วนนี้จึงประเมินได้เบื้องต้นคร่าว ๆ จริง ๆ ครับ แนะนำว่าถามทนายท่านไปเลยง่ายที่สุดครับว่าคดีเราข้อเท็จจริงอย่างนี้คิดค่าทนายเท่าไร แต่ตรงนี้ต้องระวังนะครับ เพราะคำตอบที่ได้มาจะขึ้นกับข้อเท็จจริงที่ท่านให้นะครับ แนะนำว่าบอกให้ครบถ้วนดีที่สุดครับ แต่ถ้าเกรงว่าทนายจะรู้ความลับไม่อยากให้รู้เยอะโดยเล่าข้อเท็จจริงไม่ครบทุกด้านการให้คำปรึกษาหรือหลักกฎหมายที่ปรับใช้ก็อาจจะตรงกับข้อเท็จจริงที่ลูกความเล่าเท่าที่อยากให้ทนายได้ยินครับ แต่อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ ได้ครับ ก่อนที่จะตกลงว่าจ้างจึงต้องระลึกไว้เสมอนะครับว่าข้อกฎหมายที่ใช้และราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้หลังจากที่ทนายได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด เนื่องจากว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับนั้นมีผลต่อทั้งการหาข้อกฎหมาย การหาหลักฐานและการสืบพยานต่าง ๆ ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ราคาจะต้องสรุปให้เสร็จสิ้นก่อนตกลงว่าจ้างครับ เพราะตัวลูกความที่ใช้บริการจำเป็นที่จะต้องเห็นภาพรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินคดีครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ทำไมต้องเสียเงินจ้างทนายด้วย? ต้องเรียนว่ามีคดีบางประเภทที่ไม่จำเป็นต้องจ้างทนายครับซึ่งเราจะเขียนในบทความต่อ ๆ ไปของเราภายหน้านะครับ แต่ถ้าเป็นคดีที่ซับซ้อนอาจจะจำเป็นที่จะต้องจ้างทนายมาช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในทางกฎหมายจากฝ่ายตรงข้ามครับ เพราะการสู้คดีในศาลนั้นเราไม่ได้ใช้กฎหมายแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งครับต้องดูทั้งระบบ นอกจากนี้ยังมีระบบและวิธีพิจารณาคดีที่ต้องคำนึงถึงอีกต่างหาก ดังนั้นคดีที่ข้อเท็จจริงเหมือน ๆ กันแต่ผลของคดีอาจจะแตกต่างกันได้เสมอครับ ขึ้นอยู่กับข้อกฎหมายที่เรายกไปใช้และการนำพยานเข้าสืบในชั้นศาลครับ สรุปก็คือ ทนายคือคนที่จะมาช่วยเราในการเรียกร้องความยุติธรรม แก้ปัญหาและต่อสู้กับทนายฝ่ายตรงข้ามเพื่อคุ้มครองประโยชน์สูงสุดให้กับเราครับ ดังนั้นเป็นทางเลือกครับในทุกคดีที่เกี่ยวกับตัวเราเอง เราจะมีหรือไม่มีทนายความก็ได้ครับ<br>ทนายเป็นอาชีพให้บริการอย่างหนึ่งดังนั้นเป็นธรรมดาที่เมื่อเราใช้บริการก็จำเป็นที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายให้เขาครับ ซึ่งปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนฟรีโดยเขาจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้แทนประชาชน หาทุนทรัพย์น้อยมากจริง ๆ อาจจะลองไปติดต่อหน่วยงานนั้น ๆ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">2 ค่าธรรมเนียมศาล(ค่าขึ้นศาล) ตรงนี้จะเป็นค่าธรรมเนียมที่เสียให้ศาลนะครับ ไม่เกี่ยวกับค่าทนายความแล้วซึ่งตามตาราง 1 ท้ายประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งมีอัตราดังนี้ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.1 ถ้าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์จะเสียค่าธรรมเนียมศาล 200 บาทครับ คดีไม่มีทุนทรัพย์เช่น ฟ้องขับไล่ ฟ้องหย่า แบ่งกรรมสิทธิ์ของเจ้าของรวม ให้ไปจดทะเบียนตามสัญญา เป็นต้นครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.2 ถ้าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท จะเสียค่าขึ้นศาล 2% ของสามแสนแต่สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ครับ เช่น ฟ้องเรียกเงินกู้ยืมจำนวน 200,000 บาท ซึ่ง 2% ของ 200,000 บาทเท่ากับ 4,000 บาทดังนั้นต้องเสียค่าขึ้นศาลจำนวน 1,000 บาท ครับ แต่ถ้าฟ้องเรียกเงินจำนวน 20,000 บาท ก็จะเสียค่าขึ้นศาล 2% ของเงิน 2 หมื่นเท่ากับ 400 บาท เพราะไม่เกิน 1,000 บาทเป็นต้นครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2.3 ถ้าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ หากทุนทรัพย์นั้นเกิน 3 แสนแต่ไม่เกิน 50,000,000 บาทจะเสีย 2% ของทุนทรัพย์นั้นครับ เช่น ฟ้องละเมิดเรียกค่าเสียหาย 100,000 บาท จะเสียค่าธรรมเนียมศาล 2,000 บาทครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่ถ้าทุนทรัพย์ที่เรียกร้องนั้นเกิน 50,000,000 บาทนั้นส่วนที่เกินจะคิดที่ 0.1% ของทุนทรัพย์ครับ เช่น ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาจำนวน 50,100,000 บาท จะเสียค่าธรรมเนียมศาล 2% ของ 50ล้านบาทแรกเท่ากับ 2,000 บาท และ 0.1% ของ 100,000 บาทหลังอีก 100 บาท รวมเป็นเงินค่าธรรมเนียมศาลทั้งสิ้น 2,100 บาทครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">3 ค่าส่งคำคู่ความในกรณีที่เป็นโจทก์ฟ้องคดีเราจำเป็นที่จะต้องเสียเงินค่าส่งคำฟ้องของเราให้กับจำเลยในคดีด้วยทุกคนครับ ซึ่งค่าส่งนั้นจะเป็นเท่าไรขึ้นกับว่าภูมิลำเนาของจำเลยแต่ละคนนั้นอยู่ที่ใดบ้าง ในการหาค่าส่งคำคู่ความนั้นให้คำนวณได้จาก<a href="https://fees.coj.go.th/courtfees" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ลิงค์นี้</a>ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading">คำให้การ (ฝั่งจำเลย)</h2>



<p class="has-medium-font-size">1 ค่าทนายความก็คำนวณเช่นเดิมเหมือนในส่วนของโจกท์ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">2 ค่าธรรมเนียมศาล ในส่วนนี้ถ้าไม่ได้มีการฟ้องแย้งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เสียครับ แต่ถ้ามีการฟ้องแย้งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ก็จะเสียค่าขึ้นศาลเหมือนในส่วนของโจทก์ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องต่อสู้คดี กรณีคดีผู้บริโภคบ้าง</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">1 ค่าทนายความก็คำนวณเช่นเดิมเหมือนในคดีแพ่งครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">2 ค่าขึ้นศาลตรงนี้เสียที่ 2% ของทุนทรัพย์ครับแต่สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท</p>



<p class="has-medium-font-size">3 ค่าส่งคำคู่ความคำนวณได้จาก<a href="https://fees.coj.go.th/courtfees" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ลิงค์นี้</a>ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในส่วนคดีแพ่งเมื่อชนะคดีแล้วใช่ว่าจะได้เงินทันทีครับ เรายังต้องทำการบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาด้วยซึ่ง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องต่อสู้คดี กรณีคดีอาญา</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">1 ค่าทนายความเช่นเดิมดังที่กล่าวไว้ข้างต้นครับ แต่จะแตกต่างจากในคดีแพ่งนิดหน่อยตรงที่ ในฝั่งจำเลยนั้นกฎหมายกำหนดให้ศาลถามจำเลยว่าจำเลยประสงค์ที่จะมีทนายความหรือไม่ ซึ่งถ้าจำเลยไม่มีทรัพย์สินพอที่จะจ้างทนาย ตรงนี้ก็ขอศาลท่านได้ครับว่าขอให้หาทนายว่าความให้หน่อย ท่านก็จะจัดหาทนายความขอแรงมาว่าความให้เราครับ โดยที่ทนายความขอแรงนั้นจะเป็นทนายความที่ไปขึ้นทะเบียนในศาลนั้น ๆ ครับ การได้รับค่าตอบแทนของทนายขอแรงศาลท่านจะจัดหาค่าตอบแทนให้ตามระเบียบอยู่แล้วครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">2 ค่าขึ้นศาลตรงนี้ไม่เสียค่าขึ้นศาลครับ เว้นแต่เราเรียกค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งไปด้วยตรงนี้เสียค่าธรรมเนียมศาลเหมือนในคดีแพ่งครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">3 ค่าส่งคำคู่ความเช่นกันครับคำนวณได้จาก<a href="https://fees.coj.go.th/courtfees" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ลิงค์นี้</a>ครับ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การบังคับคดีมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง? หลังชนะคดีแล้วต้องทำอย่างไรต่อ? ทำอย่างไรเมื่อได้รับหมายบังคับคดี?</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/th/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad/1395/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 05 Mar 2022 11:54:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กฎหมายแพ่งและพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[อื่นๆ]]></category>
		<category><![CDATA[กรมบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[การบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[การบังคับคดีแพ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ขั้นตอนการบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ขายทอดตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[งดการขายทอดตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[จ้างทนายบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ชนะคดีแล้วต้องทำอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ถูกนำที่ดินออกขายทอดตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[ถูกบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ถูกบังคับคดีต้องทำอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ถูกยึดทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[ทรัพย์สินที่ไม่ถูกบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ดินขายทอดตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับคดีกับอะไรได้บ้าง]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับคดีขายทอดตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[บังคับคดีตามคำพิพากษา]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านโดนขายทอดตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[บ้านโดนยึด]]></category>
		<category><![CDATA[ประมูลที่ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ปรึกษากรมบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ปรึกษาเกี่ยวกับการบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[ยึดทรัพย์ ขายทอดตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[ยึดทรัพย์ขายทอดตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[ยึดทรัพย์อะไรได้บ้าง]]></category>
		<category><![CDATA[ยึดที่ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีแก้ไขบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[หมายบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[หมายศาล]]></category>
		<category><![CDATA[อายัดทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้าพนักงานบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[เพิกถอนการขายทอดตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[โดนบังคับคดี]]></category>
		<category><![CDATA[โดนบังคับคดียึดทรัพย์]]></category>
		<category><![CDATA[โดนบังคับคดียึดบ้าน]]></category>
		<category><![CDATA[โดนหมายศาล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1395</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
ทำไมชนะคดีแล้วเรายังไม่ได้เงิน นั่นเพราะมันมีกระบวนการต่อจากศาลที่เรียกว่าการบังคับคดีที่โจทก์จะต้องไปดำเนินการต่อภายหลังจากที่โจทก์ชนะคดีแล้วครับ บทความนี้จะพูดเกี่ยวกับเมื่อต้องการบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้นจะมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการอะไรบ้างเพื่อให้เราได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่แพ้คดี หรือเมื่อเราได้รับหมายบังคับคดีแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไปมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้าง ในที่นี้จะเขียนเป็นภาพรวมไม่ลงลึกนะครับ เพื่อให้เห็นภาพกว้าง ๆ นะครับ
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/th/%e0%b8%ad%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%86/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad/1395/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;การบังคับคดีมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง? หลังชนะคดีแล้วต้องทำอย่างไรต่อ? ทำอย่างไรเมื่อได้รับหมายบังคับคดี?&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h1 class="wp-block-heading">การบังคับคดี</h1>



<p class="has-medium-font-size">การบังคับคดีเป็นขั้นตอนต่อมาหลังจากที่โจทก์หรือจำเลยชนะคดีและต้องการบังคับให้อีกฝ่ายที่แพ้คดีปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั่นเองครับ โดยที่ฝ่ายที่ชนะคดีอาจจะเป็นไปได้ทั้งโจทก์หรือจำเลย ซึ่งหากมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันเราจะเรียกผู้ที่ชนะคดีว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาครับ ฝ่ายที่แพ้คดีเราก็จะเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้อะไรก็ตามครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมต้องมีการบังคับคดี?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">การบังคับคดีนั้นจะเป็นขั้นตอนต่อมาหลังจากที่โจทก์ชนะคดีและศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว การบังคับคดีจะเป็นการดำเนินการเพื่อที่จะให้เจ้าหนี้หรือโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล เป็นการบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามคำตัดสินของศาลนั่นเอง แต่การบังคับคดีจะกระทำในลักษณะใดนั้นจะขึ้นอยู่กับหนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษานั้นว่าเป็นหนี้ในลักษณะใด เช่น ถ้าเป็นหนี้เงินการบังคับคดีจะเป็นการยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ หากเป็นหนี้กระทำการก็จะเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วแต่กรณีไป</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การบังคับคดีจะเริ่มได้เมื่อไร</strong><strong>?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">เมื่อมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วและถ้ามีการที่จะต้องบังคับคดีกับจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยปกติจะมีช่วงระยะเวลาที่ให้จำเลยชำระหนี้ระยะหนึ่งก่อนซึ่งระยะเวลานี้จะถูกระบุไว้ในสิ่งที่เรียกว่า คำบังคับ โดยในคำบังคับนั้นจะระบุด้วยว่าให้จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นต้องชำระหนี้อย่างไรตามคำพิพากษา ซึ่งระยะเวลาในการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคำบังคับนั้นจะเริ่มนับหลังจากที่จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแล้ว นั่นคือหากวันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งจำเลยอยู่ในศาล ศาลท่านจะสั่งให้จำเลยชำระหนี้ภายในกี่วัน แต่ถ้าในวันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจำเลยไม่ได้มาฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำเป็นที่จะต้องแจ้งคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้กับจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นก่อนโดยการขอศาลให้ส่งคำบังคับให้กับจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อให้เขาทราบคำตัดสินของศาลและทำการชำระหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนด การทำการบังคับคดีนั้นจะเริ่มกระทำได้หลังจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือจำเลยในคดีไม่กระทำการชำระหนี้ให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในคำบังคับ ในระหว่างระยะเวลาตามคำบังคับนี้เจ้าหนี้จะยังไม่สามารถทำการบังคับคดีได้จนกว่าจะพ้นระยะเวลาตามคำบังคับไปแล้ว ดังนั้นการบังคับคดีจะเริ่มได้เมื่อใดนั่นคือเริ่มได้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับไปแล้วนั่นเอง</p>



<p class="has-medium-font-size">ปกติแล้วถ้าศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ต้องมีการบังคับคดีกับจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลมักจะออกคำบังคับทันที่ที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นครับ และจะถือว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ทราบคำบังคับในวันนั้นแล้ว แต่ถ้าศาลไม่ได้ออกคำบังคับให้โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำเป็นที่จะต้องแจ้งให้ลูกหนี้ทราบก่อนครับว่าศาลได้ตัดสินว่าอย่างไรและมีคำบังคับว่าอย่างไรบ้างโดยการขอให้ศาลออกคำบังคับส่งไปให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือจำเลยทราบด้วยนะครับเพราะหากจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ทราบคำบังคับเราจะไม่สามารถเริ่มกระทำการบังคับคดีได้เลยครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จำเป็นหรือไม่ที่ต้องรอให้มีคำพิพากษาศาลฎีกาก่อนจึงจะทำการบังคับคดีได้</strong><strong>?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ไม่จำเป็นครับ ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการบังคับคดีจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่สิ้นสุดระยะเวลาตามคำบังคับ คำบังคับนั้นจะมีได้เมื่อศาลตัดสินแล้วว่าจะให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือจำเลยชำระหนี้โจทก์อย่างไร การบังคับคดีจึงมีได้ตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินและแม้ว่าจำเลยจะอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ตามแต่ถ้าไม่ขอทุเลาการบังคับคดีไว้ โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ยังสามารถที่จะบังคับคดีได้ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การบังคับคดีมีกำหนดระยะเวลากี่ปี</strong><strong>?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">การบังคับคดีนั้นจะมีระยะเวลา 10 นับแต่วันที่ศาลได้อ่านคำพิพากษา ตรงนี้ให้ยึดว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังในวันใดครับ โดยหากเป็นคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาให้เปิดไปดูด้านหลังสุดซึ่งปกติจะเป็นลายมือเขียนเอาไว้ว่าได้อ่านคำพิพากษาวันใด เริ่มนับจากวันนั้นครับไม่ได้ดูวันจากด้านหน้า ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากว่าการอ่านคำพิพากษาแม้จะเป็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ตามผู้ที่อ่านคือศาลชั้นต้นที่ตัดสินคดีครับ ทำให้ในหน้าแรกจะเป็นวันที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งจากนั้นศาลสูงท่านก็จะใส่ซองส่งให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้อ่านให้โจทก์และจำเลยฟังว่าศาลสูงได้ตัดสินว่าอย่างไร ซึ่งวันที่ศาลชั้นต้นนัดมาฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลสูงท่านก็จะแกะซองและอ่านให้โจทก์และจำเลยฟัง จากนั้นก็จะเขียนไปในท้ายคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลสูงนั้นว่าได้อ่านในวันใด การนับระยะเวลาบังคับคดี 10 ปีนั้นจะเริ่มจากวันที่ศาลได้อ่านคำพิพากษาด้วยเหตุนี้หากเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือฎีกาก็จึงต้องเปิดไปดูหน้าสุดท้ายของคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นครับว่าศาลชั้นต้นท่านได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลสูงในวันใดนั่นเอง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การบังคับคดีต้องทำอย่างไรบ้าง</strong><strong>?</strong><strong> และคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีต้องทำอย่างไร</strong><strong>?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาตามคำบังคับแล้วถ้าเป็นหนี้ที่ต้องดำเนินการบังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีเช่น หนี้เงิน หรือ หนี้ที่ต้องมีการบังคับคดีโดยวิธีการยึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ อายัดสิทธิเรียกร้องหรือเงินในธนาคาร หรือขับไล่รื้อถอน เหล่านี้จำเป็นที่จะต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเสียก่อนเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงจะมีอำนาจกระทำได้ครับ ส่วนหนี้อื่นเช่นการทำนิติกรรมก็จะเป็นการใช้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาขึ้นอยู่กับคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นว่าจะสั่งให้จำเลยชำระหนี้ด้วยวิธีใดครับ เมื่อศาลออกหมายบังคับคดีให้แล้วเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว จากนั้นจึงจะทำการแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้กระทำการยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้องหรือกระทำการใด ๆ เพื่อเป็นการบังคับให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา</p>



<p class="has-medium-font-size">การขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีนั้นต้องทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลโดยรายละเอียดของคำร้องขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นจะสรุปเป็นเนื้อหาในคำร้องขอออกหมายบังคับคดีว่าในคำร้องนั้นต้องมีรายละเอียดดังนี้คือ</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ ๑</strong> เขียนบรรยายในคำร้องว่าศาลได้ตัดสินว่าอย่างไร</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ ๒</strong> ได้มีคำบังคับสั่งให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องทำอะไรภายในระยะเวลาเท่าไร และบัดนี้ในขณะยื่นคำร้องนั้นได้พ้นกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับนั้นแล้ว</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ ๓</strong> เจ้าหนี้มีความประสงค์จะบังคับคดีเพื่อหนี้ตามคำพิพากษาอย่างไร มีการชำระหนี้มาบ้างแล้วหรือไม่ ยังไม่ชำระเลยหรือชำระมาแล้วบางส่วนแต่ยังขาดเหลืออีกเท่าไร เจ้าหนี้ต้องการบังคังคดีอีกเท่าไร</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ ๔</strong> ระบุขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีให้กับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างไร เช่น ด้วยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจนครบถ้วนเป็นต้น</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การเพิกถอนหรือแก้ไขการบังคับคดีที่ผิดระเบียบทำอย่างไร</strong><strong>?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ในการบังคับคดีนั้นถ้าคำบังคับหรือหมายบังคับคดีมีความบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น หมายบังคับคดีที่ออกมาไม่เป็นไปตามคำพิพากษา ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือมีความคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เจ้าหนี้ ลูกหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือแม้แต่ผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับความเสียหายจากการบังคับคดีนั้นสามารถที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งนั้นให้เพิกถอนแก้ไขการบังคับคดีนั้นได้แต่ว่าการจะยื่นนั้นต้องกระทำก่อนการบังคับคดีเสร็จสิ้นลงนะครับ การยื่นคำร้องนั้นสามารถยื่นได้แต่มีระยะเวลาจำกัดว่าต้องทำภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รู้หรือได้ทราบถึงการบังคับคดีที่ไม่ชอบนั้นด้วยครับ หากเลยกำหนดระยะเวลา 15 วันนี้แล้วจะไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหรือแก้ไขการบังคับคดีที่ผิดระเบียบได้ อย่างไรก็ดีหากว่าศาลเห็นสมควรแม้จะเลยกำหนดระยะเวลา 15 วันแล้วก็ตามศาลท่านอาจจะสั่งให้แก้ไขได้อยู่นะครับ แต่มีข้อยกเว้นว่า ไม่ว่าจะทำภายในกำหนดเวลา 15 วันหรือศาลเห็นสมควรก็ตาม ถ้ามีการให้สัตยาบันหรือการกระทำที่เป็นการยอมรับการบังคับคดีที่ผิดระเบียบนั้นแล้วจะทำให้ไม่สามารถขอเพิกถอนหรือแก้ไขการบังคับคดีที่ผิดระเบียบได้อีกเลยครับ ควรระวังตรงจุดนี้ให้ดี เมื่อพบว่ามีการออกหมายบังคับคดีที่บกพร่อง ผิดพลาดหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้วควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นการแสดงว่ายอมรับการออกหมายบังคับคดีที่มีปัญหานั้นนะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ในกรณีที่การบังคับคดีบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายเกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดี เช่นเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินผิดแปลง หรือไม่ยอมยึดทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไม่ชอบ เจ้าหนี้ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือผู้ที่ต้องเสียหายจากการบังคับคดีนั้นสามารถที่จะยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขการบังคับคดีซึ่งผิดระเบียบอันเกิดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้เช่นกันครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">อย่างไรก็ดีในกรณีที่คำร้องที่ยื่นมานั้นอาจจะเป็นการประวิงคดีให้ชักช้า ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องต่อศาลสั่งให้ผู้ที่ยื่นคำร้องขอเพิกถอน หรือแก้ไขหมายบังคับคดีนั้นวางเงินหรือหาประกันมาวางต่อศาลได้ครับเพื่อจะได้เป็นการประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลที่จะเกิดความเสียหายจากการยื่นคำร้องเพื่อประวิงคดีนั้นครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทรัพย์สินอะไรบ้างที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับการบังคับคดี</strong><strong>?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีมีดังนี้ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">(๑) เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัว โดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินประเภทละสองหมื่นบาท แต่ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เจ้าพนักงานบังคับคดีจะกำหนดให้ทรัพย์สินแต่ละประเภทดังกล่าวที่มีราคารวมกันเกินสองหมื่นบาทเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ได้&nbsp;&nbsp;ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความจำเป็นตามฐานะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา</p>



<p class="has-medium-font-size">(๒) สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพเท่าที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ราคารวมกันโดยประมาณไม่เกินหนึ่งแสนบาท&nbsp;แต่ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีความจำเป็นในการเลี้ยงชีพก็อาจร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขออนุญาตใช้สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้เท่าที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพในกิจการดังกล่าวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีราคารวมกันเกินกว่าจำนวนราคาที่กำหนดนั้น ในกรณีเช่นนี้&nbsp;ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตหรืออนุญาตได้เท่าที่จำเป็นภายในบังคับแห่งเงื่อนไขตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="has-medium-font-size">(๓) สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่ช่วยหรือแทนอวัยวะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา</p>



<p class="has-medium-font-size">(๔) ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่น หนังสือสำหรับวงศ์ตระกูลโดยเฉพาะ จดหมาย หรือสมุดบัญชีต่าง ๆ</p>



<p class="has-medium-font-size">(๕) ทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี</p>



<p class="has-medium-font-size">ในกรณีที่เป็นเงินหรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีได้แก่</p>



<p class="has-medium-font-size">(๑) เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ ส่วนเงินรายได้เป็นคราว ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกได้ยกให้เพื่อเลี้ยงชีพนั้น ให้มีจำนวนไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="has-medium-font-size">(๒) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ และเงินสงเคราะห์ บำนาญ หรือบำเหน็จที่หน่วยราชการได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น</p>



<p class="has-medium-font-size">(๓) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (๒) ที่นายจ้างหรือบุคคลอื่นใดได้จ่ายให้แก่บุคคลเหล่านั้น หรือคู่สมรส หรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="has-medium-font-size">(๔) บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม (๓) เป็นจำนวนไม่เกินสามแสนบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="has-medium-font-size">(๕) เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับอันเนื่องมาแต่ความตายของบุคคลอื่นเป็นจำนวนตามที่จำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตายที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะทำอย่างไรถ้าหากทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดีนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลนั้นส่วนหนึ่ง</strong><strong>?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">บุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาแต่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ถูกยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้อง เช่นเป็นเจ้าของรวมในที่ดิน หรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นสามารถจะมาร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการบังคับคดีนั้นได้ครับ หรือในกรณีที่ทรัพย์สินที่ถูกยึดนั้นเป็นของบุคคลอื่นไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรืออาจจะเป็นเจ้าของรวมในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้แยกการครอบครองเป็นส่วนสัดเรียบร้อยแล้ว หรือบุคคลที่อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนในทรัพย์สินนั้นได้อยู่ก่อน เช่นนี้บุคคลเหล่านั้นสามารถที่จะร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนเฉพาะที่เป็นส่วนของตนได้ครับ โดยการยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นที่ทำการพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนั้นครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">เช่นกันครับหากเจ้าหนี้หรือผู้มีส่วนได้เสียจากการที่บุคคลภายนอกยื่นขอกันส่วนหรือขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดนั้นเห็นว่าการยื่นขอกันส่วนหรือขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า สามารถขอให้ศาลสั่งให้ผู้ที่ร้องนั้นวางเงินหรือหาประกันต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสำหรับความเสียหายที่อาจได้รับจากการยื่นคำร้องขอกันส่วนหรือขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดนั้นได้ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำอย่างไรเมื่อถูกบังคับคดี</strong><strong>?</strong><strong></strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือตั้งสติครับ ดูว่าหมายบังคับคดีนั้นเขียนว่าอะไร มีรายละเอียดและข้อกำหนดอะไรบ้าง กรณีที่ไม่เคยรู้ตัวว่าถูกฟ้องมาก่อนรีบไปที่ศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้นและเช็คคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอันดับแรกครับ แนะนำว่าควรรีบปรึกษาทนายเพราะจะมีกำหนดระยะเวลาในกรณีที่จะขอพิจารณาคดีใหม่อยู่ครับ ในการปรึกษาทนายนั้นควรไปคัดคำพิพากษาหรือคำสั่งรวมถึงคำฟ้องและคำเบิกความพยานทุกปากส่งให้ทนายเพื่อขอคำปรึกษาด้วยนะครับ หากนำหมายบังคับคดีมาให้เพียงอย่างเดียวจะให้คำปรึกษารวมถึงช่วยหาวิธีแก้ไขได้ไม่มากครับเพราะไม่รู้ถึงต้นสายปลายเหตุ</p>



<p class="has-medium-font-size">กรณีที่ต่อสู้คดีจนคดีถึงที่สุดแล้วตรงนี้ทำอะไรไม่ได้มากครับนอกจากหาเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้น ถ้ามีการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นเป็นของเราวิธีการที่จะทำได้คือเข้าไปสู้ราคาเพื่อทำการซื้อทอดตลาดกลับมาครับ ถ้ามีการขายทอดตลาดไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตรงนี้อาจจะยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดและทำการขายทอดตลาดใหม่เพื่อให้เราสามารถเข้าไปทำการแข่งสู่ราคาในการซื้อทอดตลาดทรัพย์สินนั้นได้ครับ ต้องดูเป็นกรณีๆไป</p>



<p class="has-medium-font-size">สิ่งที่ไม่ควรทำหลังจากที่สู้คดีจนคดีถึงที่สุดแล้วก็คือยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินเราเพื่อจะหลีกเลี่ยงการบังคับคดีกับทรัพย์สินนั้นครับ ไม่ควรทำตั้งแต่เมื่อรู้ว่าเจ้าหนี้จะดำเนินการฟ้องร้องเราแล้วนะครับเพราะอาจจะสุ่งเสี่ยงต่อการกระทำความผิดทางอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ได้นะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">เป็นหนี้แล้วต้องใช้ครับถ้าเอาของของเขามาก็ควรคืนกลับไปให้เจ้าของครับ เราไม่ควรเรียกร้องความยุติธรรมด้วยการรังแกคนอื่นหมายถึงทั้งสองฝั่งเลยนะครับ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จ้างทนายทำพินัยกรรม การทำพินัยกรรมมีกี่แบบ? ค่าบริการในการทำพินัยกรรมเท่าไร?</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/th/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/1362/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Feb 2022 13:10:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[กฎหมายแพ่งและพาณิชย์]]></category>
		<category><![CDATA[การ ทำ พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การ ทํา พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การ ทํา พินัยกรรม ที่ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[การ ทํา พินัยกรรม ที่ดิน ต้อง ไป ทำ ที่ไหน]]></category>
		<category><![CDATA[การ เขียน พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การ เขียน พินัยกรรม ที่ ถูก ต้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อกฎหมายพินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อกำหนดพินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าทำพินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[จ้างทนายทำพินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[จ้างทนายทำพินัยกรรมกี่บาท]]></category>
		<category><![CDATA[จ้ายทนายร่างพินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ดาวน์โหลดพินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวอย่าง พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวอย่างพินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ทำพินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ทำพินัยกรรมอย่างไร]]></category>
		<category><![CDATA[ทํา พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ทํา พินัยกรรม ที่ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ทํา พินัยกรรม ที่ไหน]]></category>
		<category><![CDATA[ทํา พินัยกรรม ให้ ลูก]]></category>
		<category><![CDATA[พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[พินัยกรรม คือ]]></category>
		<category><![CDATA[พินัยกรรม ฝ่าย เมือง]]></category>
		<category><![CDATA[พินัยกรรม มรดก]]></category>
		<category><![CDATA[พินัยกรรม มี กี่ แบบ]]></category>
		<category><![CDATA[พินัยกรรม แบบ ธรรมดา]]></category>
		<category><![CDATA[พินัยกรรม แบบ เขียน เอง ทั้ง ฉบับ]]></category>
		<category><![CDATA[พินัยกรรมฟรี]]></category>
		<category><![CDATA[พินัยกรรมมีกี่แบบ]]></category>
		<category><![CDATA[พินัยกรรมราคาเท่าไร]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาทำพินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[ร่าง พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิธี ทํา พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิธี เขียน พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[หาทนายทำพินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เขียน พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เขียนพินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[เอกสาร พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[แบบ พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[แบบ ฟอร์ม พินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[แบบของพินัยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[โหลดพินัยกรรม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1362</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องจ้างทนายทำพินัยกรรม การทำพินัยกรรมมีกี่แบบ สิ่งสำคัญที่ต้องมีในพินัยกรรมแต่ละแบบ ราคาค่าจ้างทนายทำพินัยกรรมเท่าไร?
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/th/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b9%8c/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1/1362/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;จ้างทนายทำพินัยกรรม การทำพินัยกรรมมีกี่แบบ? ค่าบริการในการทำพินัยกรรมเท่าไร?&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h1 class="wp-block-heading" id="พ-น-ยกรรม-แบบของพ-น-ยกรรมม-ก-ประเภท-เราสามารถทำพ-น-ยกรรมเข-ยนเองได-หร-อไม"><strong>พินัยกรรม แบบของพินัยกรรมมีกี่ประเภท</strong>?<strong> เราสามารถทำพินัยกรรมเขียนเองได้หรือไม่?</strong></h1>



<p class="has-medium-font-size">เมื่อบุคคลใดตายทรัพย์มรดกของผู้ที่เสียชีวิตก็จะตกลงสู่ทายาท ตามหลักของกฎหมายลักษณะมรดก แต่ในบางครั้งเจ้าของมรดกหรือผู้ที่ตายต้องการที่จะกำหนดการจัดการและการแบ่งทรัพย์สินของตนหลังจากที่ตนตาย อาจจะมาจากหลายสาเหตุ เช่น กลัวว่าถ้าหากโอนทรัพย์สินของตนให้กับทายาทจนหมดแล้วทายาทตนจะไม่เลี้ยงดู หรือยังอยากที่จะจัดการทรัพย์สินของตนให้งอกเงยขึ้นมากกว่านี้ หรืออาจจะเป็นชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่ไม่มีญาติอยู่ในประเทศไทยซึ่งกลัวว่าหากตนได้ตายไปทรัพย์สินจะตกเป็นของแผ่นดินไม่สามารถส่งให้ทายาทของตนที่อาศัยอยู่ต่างประเทศได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องหาวิธีที่จะมาจัดการทรัพย์สินของตนหลังจากที่ตายไปแล้วโดยการทำคำสั่งกำหนดการเผื่อตายนั่นเองว่าหลังจากฉันได้จากไปแล้วให้จะให้ทายาทจัดการทรัพย์สินของฉันนั้นอย่างไรบ้างและวีธีการดังกล่าวนั่นคือ การทำพินัยกรรม</p>



<p class="has-medium-font-size">การทำพินัยกรรมนั้นสามารถยกทรัพย์สินให้กับใครก็ได้ครับ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นทายาท กรณีมีทรัพย์สินที่ไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะแบ่งให้ใครในพินัยกรรม ทรัพย์สินนั้นจะแบ่งกันตามหลักมรดกตกทอดแก่ทายาทครับ กรณีไม่มีทายาทที่จะรับมรดกและไม่ได้กำหนดว่าจะยกทรัพย์สินนั้นให้ใคร ทรัพย์มรดกนั้นก็จะตกกลับสู่แผ่นดินครับก็คือเข้ารัฐนั่นเอง</p>



<p class="has-text-align-justify has-medium-font-size">ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยนั้นได้กำหนดลักษณะของพินัยกรรมไว้ด้วยกัน 5 แบบกับวิธีพิเศษ อีก 2 กรณี ดังนี้</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="1-พ-น-ยกรรมแบบธรรมดา">1 พินัยกรรมแบบธรรมดา</h3>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="2-พ-น-ยกรรมแบบเข-ยนเองท-งฉบ-บ">2 พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ</h3>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="3-พ-น-ยกรรมแบบเอกสารฝ-ายเม-อง">3 พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง</h3>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="4-พ-น-ยกรรมแบบเอกสารล-บ">4 พินัยกรรมแบบเอกสารลับ</h3>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="5-พ-น-ยกรรมแบบทำโดยวาจา">5 พินัยกรรมแบบทำโดยวาจา</h3>



<p class="has-text-align-justify has-medium-font-size">และวิธีการพิเศษอีก 2 กรณีได้แก่</p>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="1-พ-น-ยกรรมสำหร-บคนในบ-งค-บไทยท-อย-ในต-างประเทศ-และ">1 พินัยกรรมสำหรับคนในบังคับไทยที่อยู่ในต่างประเทศ และ</h3>



<h3 class="has-medium-font-size wp-block-heading" id="2-พ-น-ยกรรมสำหร-บบ-คคลท-ร-บราชการทหารหร-อทำการเก-ยวข-องอย-ก-บราชการทหารในภาวะการรบหร-อการสงคราม">2 พินัยกรรมสำหรับบุคคลที่รับราชการทหารหรือทำการเกี่ยวข้องอยู่กับราชการทหารในภาวะการรบหรือการสงคราม</h3>



<p class="has-medium-font-size">อย่างที่กล่าวไปข้างต้นกฎหมายกำหนดแบบของการทำพินัยกรรมไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะ ซึ่งคำว่าแบบของพินัยกรรมนี้เองทำให้หากทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดแล้ว พินัยกรรมนั้นก็จะตกเป็นโมฆะ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าการทำผิดแบบขอพินัยกรรมในลักษณะใดด้วยครับ เช่น</p>



<p class="has-medium-font-size">หากผู้ทำพินัยกรรมนั้นยังมีอายุไม่ถึง 15 ปี พินัยกรรมก็จะตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ ผลก็คือทรัพย์มรดกจะแบ่งปันตามหลักมรดกปกติเสมือนไม่ได้มีการทำพินัยกรรมเกิดขึ้นครับ หรือ</p>



<p class="has-medium-font-size">หากมีข้อกำหนดในพินัยกรรมยกทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมให้ผู้เป็นพยานในพินัยกรรม หรือคู่สมรสของพยานในพินัยกรรม ถ้าเป็นกรณีนี้จะมีผลทำให้เฉพาะข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ยกทรัพย์สินให้พยานหรือคู่สมรสของพยานในพินัยกรรมนั้นตกเป็นโมฆะครับ แต่ไม่ได้ทำให้พินัยกรรมทั้งฉบับเป็นโมฆะแต่อย่างใด ทรัพย์สินในส่วนข้อกำหนดที่เป็นโมฆะนั้นจะกลับสู่กองมรดกแบ่งปันให้ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามหลักมรดกปกติครับ หรือ</p>



<p class="has-medium-font-size">หากผู้ทำพินัยกรรมนั้นกำหนดให้ยกทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้แก่ผู้ใดถึงแม้ว่าคู่สมรสจะเซ็นต์ยินยอมไว้ด้วยในพินัยกรรมนั้นก็ตาม การกำหนดเช่นนี้ไม่ทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะครับ แต่สามารถบังคับได้แค่ทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น ในส่วนที่เป็นสินสมรสยังคงเป็นของคู่สมรสครับ หรือ</p>



<p class="has-medium-font-size">พินัยกรรมที่ทำนั้นไม่ได้ลงวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรม หรือพยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด กรณีเหล่านี้ก็จะทำให้พินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้นใช้ไม่ได้และไม่มีผลเป็นพินัยกรรมครับ ทำให้ทรัพย์มรดกตกแก่ทายาทหรือตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายมรดกปกติครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้จากความไม่รู้ในการทำพินัยกรรมครับ จะเห็นได้ว่าการทำพินัยกรรมนั้นต้องกระทำโดยระมัดระวังเป็นอย่างมากทีเดียวครับ ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าพินัยกรรมในแต่ละแบบนั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้างเพื่อที่จะทำให้พินัยกรรมที่เราต้องการทำนั้นไม่ตกเป็นโมฆะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ต่อไปนี้เราก็จะมาพูดถึงลักษณะต่าง ๆ ของพินัยกรรมกันต่อว่าพินัยกรรมในแต่ละแบบมีลักษณะอย่างไรกันบ้างดีกว่าครับ โดยเริ่มจาก</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="แบบท-1-พ-น-ยกรรมแบบธรรมดา"><strong>แบบที่ 1 พินัยกรรมแบบธรรมดา</strong><strong></strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">พินัยกรรมแบบนี้จะเป็นพินัยกรรมที่พิมพ์ขึ้นอาจจะเป็นแบบฟอร์มพินัยกรรมทำสำเร็จรูปมาแล้วก็ได้ กฎหมายกำหนดว่าจะมีผลเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์สำหรับพินัยกรรมแบบธรรมได้นั้น พินัยกรรมที่ทำนั้นจะต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้ ได้แค่</p>



<p class="has-medium-font-size">  1 ต้องทำเป็นหนังสือหรือทำเป็นเอกสาร หลายคนอ่านแล้วคงสงสัยว่า พินัยกรรมที่ไม่ได้ทำเป็นเอกสารมันมีด้วยเหรอ ตอบมีครับ เป็นพินัยกรรมที่เรียกว่า พินัยแบบที่ทำโดยวาจา เพื่อไม่ให้งงไปกันใหญ่เอาเป็นว่าพินัยกรรมแบบธรรมดานี้ต้องทำเป็นเอกสารหรือหนังสือครับ จะเขียนเองทั้งฉบับหรือพิมพ์ก็ได้ไม่ว่ากันครับ จะพิมพ์เองหรือให้ผู้อื่นเขียนก็ไม่ผิด แต่อย่าจำไปปนกับพินัยกรรมลักษณะอื่นนะครับ ตอนนี้เรากำลังพูดถึงพินัยกรรมแบบธรรมดา สำหรับคำถามในใจที่ว่าพินัยกรรมนั้นจะทำโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ได้หรือไม่เช่นส่งเข้าเมลย์ พิมพ์ลงในคลาวน์ คำตอบคือไม่ได้ครับ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ห้ามไว้ครับว่าไม่สามารถทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ พินัยกรรมทุกชนิดต้องปรินท์ออกมาหรือเขียนลงกระดาษหรือทำเป็นเอกสารเท่านั้นครับ สิ่งที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์จะไม่มีผลเป็นพินัยกรรมครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">  2 ต้องลง วันที่ เดือน ปี ขณะที่ทำพินัยกรรมนั้นด้วยนะครับ วัน เดือน ปี สำคัญอย่างไร? คำตอบคือเอาไว้ดูครับว่าพินัยกรรมฉบับไหนเป็นฉบับล่าสุด พินัยกรรมฉบับใหม่จะลบล้างพินัยกรรมฉบับเก่าครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">  3 ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานพร้อมกันอย่างน้อย 2 คน พยานสองคนนั้นต้องรู้เรื่องการทำพินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมด้วยนะครับ ไม่ใช่มาแค่ลงลายมือชื่ออย่างเดียว และองค์ประกอบสำคัญสำหรับพินัยกรรมแบบธรรมดาในข้อสุดท้ายก็คือ</p>



<p class="has-medium-font-size">  4 ต้องมีพยานสองคนต้องลงลายมือชื่อรับรองรายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นด้วย</p>



<p class="has-medium-font-size">ส่วนถ้าหากมีการแก้ไขหลังจากที่ทำพินัยกรรมเสร็จแล้ว การแก้ไขพินัยกรรมก็ต้องทำให้ถูกต้องตามแบบเช่นกันครับไม่เช่นนั้นจะไม่มีผลเป็นการแก้ไขพินัยกรรม</p>



<p class="has-medium-font-size">การแก้ไขพินัยกรรมแบบธรรมดา เช่น การขูดลบ ตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นก็ต้อง ทำเป็นหนังสือ ลงวันเดือนปีที่แก้ ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานสองคนและพยานสองคนก็ต้องลงลายมือชื่อรับรองเช่นกันครับเรียกว่า เขียนอย่างไรเวลาแก้ก็ทำอย่างนั้นนั่นแหละครับ แล้วขีดทับล่ะ การขีดทับมีผลเป็นการเพิกถอนข้อความในส่วนนั้นทันทีครับโดยไม่ต้องลงลายมือชื่ออะไรเลยดังนั้นจะขีดทับอะไรต้องระวังนะครับ เรามาต่อกันที่แบบต่อไปครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="แบบท-2-พ-น-ยกรรมแบบเข-ยนเองท-งฉบ-บ"><strong>แบบที่ 2 พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ</strong><strong></strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">องค์ประกอบของพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับนั้นมีดังนี้ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">  1 แน่นอนครับต้องทำเป็นเอกสาร</p>



<p class="has-medium-font-size">  2 การทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับนั้นตามชื่อครับ คือต้องทำโดยการเขียนด้วยตนเองทั้งฉบับครับ เขียนหมายถึงเขียนด้วยลายมือครับ จะใช้มือเขียนหรือในกรณีที่มือไม่สามารถเขียนได้ จะใช้ร่างกายส่วนไหนเขียนได้หมดครับ แต่ควรคำนึงด้วยว่าถ้าเป็นคนปกติแล้วใช้ส่วนอื่นเขียนระวังว่าอาจจะถูกพิจารณาว่าวิกลจริตขณะทำพินัยกรรมซึ่งผลจะทำให้พินัยกรรมที่ทำนั้นเป็นโมฆะทั้งฉบับได้นะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">  3 ลงวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรมนั้นลงไปครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">  4 ลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม ข้อควรระมัดระวังในส่วนนี้คือกฎหมายไม่ให้ใช้วิธีการใช้รอยพิมพ์นิ้วมือในการลงชื่อนะครับถ้าทำก็ไม่มีผลเป็นพินัยกรรมครับ พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับต้องการลายมือเท่านั้นครับ เขียนเองทั้งฉบับได้การลงลายมือชื่อก็ควรเขียนเองครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">สำหรับพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับนี้ไม่ต้องใช้พยานสองคนรับรองครับ ดังนั้นแม้มีพยานสองคนรับรองแล้วพยานหรือคู่สมรสของพยานจะรับทรัพย์สินจากพินัยกรรมข้อกำหนดนั้นก็ไม่เป็นโมฆะครับ จะต่างจากพินัยกรรมแบบธรรมดาครับ หากพยานคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนได้รับทรัพย์สินจากพินัยกรรมนั้นด้วยข้อกำหนดที่ยกทรัพย์สินให้กับพยานทั้งสองคนนั้นจะเป็นโมฆะทันทีครับ นอกจากนี้ยังรวมถึงคู่สมรสของพยานทั้งสองคนก็ห้ามรับทรัพย์สินจากพินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้นด้วยครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">การขูด ลบ ตก เติมหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆในพินัยกรรมแบบเขียนเองนั้น หลักการเช่นเดิมครับ เขียนอย่างไรจะแก้ก็ต้องทำอย่างนั้นครับ นั่นคือ ทำเป็นหนังสือหรือเอกสาร เขียนด้วยลายมือ ลงวันเดือนปี และลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมครับ แบบต่อไป</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="แบบท-3-พ-น-ยกรรมแบบเอกสารฝ-ายเม-อง"><strong>แบบที่ 3 พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง</strong><strong></strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">วิธีนี้จำมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง ข้อดีก็คือความน่าเชื่อถือจะสูงที่สุดครับแต่ก็ไม่ได้มากมายกว่าสองแบบแรกชนิดทิ้งห่างอะไรมากนะครับ องค์ประกอบของพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองจะมีดังนี้</p>



<p class="has-medium-font-size">  1 ต้องทำเป็นเอกสาร</p>



<p class="has-medium-font-size">  2 ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่นายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน</p>



<p class="has-medium-font-size">  3 นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจะจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบนั้นลงไว้ในพินัยกรรมและอ่านข้อความนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟังครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">  4 เมื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานได้ฟังข้อความและเห็นว่ามีความถูกต้องตรงตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมที่ได้แจ้งไว้แล้ว ผู้ทำพินัยกรรมและพยานต้องลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ</p>



<p class="has-medium-font-size">  5 นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจะลงลายมือชื่อและวันเดือนปี และจดลงไว้ด้วยว่าพินัยกรรมนั้นได้ทำขึ้นถูกต้องตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 และประทับตรา</p>



<p class="has-medium-font-size">การแก้ไข ขูดลบ ตก เติม ผู้ทำพินัยกรรม พยานและนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตต้องได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย</p>



<p class="has-medium-font-size">ตรงนี้ขอเพิ่มเติมเอกสารที่ต้องนำติดตัวไปด้วยเวลาติดต่ออำเภอหรือเขตดังนี้นะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">  1 &nbsp;ใบคำร้องขอทำพินัยกรรม แบบ พ.ก. 1 (ขอได้ที่อำเภอหรือเขต)</p>



<p class="has-medium-font-size">  2 บัตรประจำตัวประชาชน</p>



<p class="has-medium-font-size">  3 ใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนว่าไม่ได้เป็นคนวิกลจริต รายละเอียดติดต่ออำเภอหรือเขตนะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">  4 สำเนาเอกสารอื่นๆที่เป็นการแสดงกรรมสิทธิ์หรือหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่นโฉนดที่ดิน</p>



<p class="has-medium-font-size">  5 ค่าธรรมเนียมประมาณ 50-200 บาท</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="แบบท-4-พ-น-ยกรรมแบบเอกสารล-บ"><strong>แบบที่ 4 พินัยกรรมแบบเอกสารลับ</strong><strong></strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">  1 ทำเป็นเอกสาร</p>



<p class="has-medium-font-size">  2 ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม</p>



<p class="has-medium-font-size">  3 ผู้ทำพินัยกรรมต้องผนึกพินัยกรรมนั้นและลงลายมือชื่อคาบตรงรอยผนึกนั้นด้วย</p>



<p class="has-medium-font-size">  4 ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกนั้นไปแสดงต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต พร้อมด้วยพยานอย่างน้อยสองคน และให้ถ้อยคำต่อบุคคลทั้งหมดเหล่านั้นว่าเป็นพินัยกรรมของตน ถ้าพินัยกรรมนั้นผู้ทำพินัยกรรมไม่ได้เป็นผู้เขียนเองทั้งหมด ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องแจ้งชื่อและภูมิลำเนาของผู้เขียนให้ทราบด้วย</p>



<p class="has-medium-font-size">  5 เมื่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรมและวันเดือนปี ที่ทำพินัยกรรมจดไว้บนซองนั้นและประทับตราตำแหน่ง จากนั้นนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต ผู้ทำพินัยกรรม และพยานต้องลงลายมือชื่อบนซองนั้นด้วย</p>



<p class="has-medium-font-size">การแก้ไข ขูด ลบ ตก เติม เปลี่ยนแปลงใดๆผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วยเสมอครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ในส่วนของพินัยกรรมที่ได้ทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองหรือพินัยกรรมแบบเอกสารลับนั้น นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจะไม่สามารถเปิดเผยต่อบุคคลอื่นใดได้ในระหว่างผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่และผู้ทำพินัยกรรมสามารถขอให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตส่งมอบพินัยกรรมนั้นแก่ตนในเวลาใดๆ ก็ได้ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="แบบท-5-พ-น-ยกรรมแบบทำโดยวาจา"><strong>แบบที่ 5 พินัยกรรมแบบทำโดยวาจา</strong><strong></strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">วิธีการทำพินัยกรรมแบบนี้ต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้นครับจึงจะทำได้ นั่นคือเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษเกิดขึ้นทำให้ไม่มีใครสามารถจะทำพินัยกรรมตามแบบอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นได้ เช่น ผู้ต้องการทำพินัยกรรมตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย ตกเครื่องบิน มีโรคระบาด หรืออยู่ในสงคราม ผู้ต้องการทำพินัยกรรมที่อยู่ในเหตุการณ์พิเศษสามารถที่จะทำพินัยกรรมด้วยวาจาได้ครับ โดยผู้ทำพินัยกรรมต้องแสดงเจตนากำหนดข้อพินัยกรรมที่ตนต้องการจะทำนั้นต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนที่อยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้นครับ พยานสองคนนั้นต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอโดยไม่ชักช้า( หากรอดไปได้ )และแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งไว้ด้วยวาจานั้น รวมถึงวัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรมและพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตทราบด้วยครับ จากนั้นนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตก็จะจดข้อความที่พยานแจ้งให้ทราบนั้น และพยานสองคนนั้นก็ต้องลงลายมือชื่อไว้ในพินัยกรรมนั้นด้วยครับ ตรงนี้พินัยกรรมจะสิ้นผลไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่เวลาที่ผู้ทำพินัยกรรมกลับมาสู่ฐานะที่จะทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กำหนดได้นะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ต่อไปเป็นพินัยกรรมที่มีลักษณะพิเศษครับ ได้แก่</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="1-พ-น-ยกรรมสำหร-บคนในบ-งค-บไทยท-อย-ในต-างประเทศ"><strong>1 พินัยกรรมสำหรับคนในบังคับไทยที่อยู่ในต่างประเทศ</strong><strong></strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">หมายถึงคนไทยที่ต้องการทำพินัยกรรมเมื่อเขาอยู่ต่างประเทศสามารถทำพินัยกรรมตามแบบที่กล่าวไว้ข้างต้นได้ ส่วนอำนาจและหน้าที่ที่ต้องการนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตในการทำพินัยกรรมในแบบนั้น ๆ จะเป็นหน้าที่ของบุคคลต่อไปนี้แทนครับ คือ พนักงานทูต หรือกงสุลฝ่ายไทย หรือ พนักงานใด ๆ ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายของต่างประเทศนั้นๆที่จะรับบันทึกข้อแจ้งความไว้เป็นหลักฐานได้ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="2-พ-น-ยกรรมสำหร-บบ-คคลท-ร-บราชการทหารหร-อทำการเก-ยวข-องอย-ก-บราชการทหารในภาวะการรบหร-อการ"><strong>2 พินัยกรรมสำหรับบุคคลที่รับราชการทหารหรือทำการเกี่ยวข้องอยู่กับราชการทหารในภาวะการรบหรือการ</strong><strong></strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">เป็นสถานการณ์ที่หากในระหว่างเวลาที่ประเทศตกอยู่ในภาวะการรบหรือสงครามเท่านั้นครับ บุคคลที่รับราชการทหารหรือทำการเกี่ยวข้องอยู่กับราชการทหารจะทำพินัยกรรมตามแบบที่กล่าวมาข้างต้นได้ ผู้ที่ทำหน้าที่แทนนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตได้แก่นายทหารหรือข้าราชการฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรมีอำนาจหน้าที่แทนครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">นอกจากนี้ยังใช้กับกรณีที่บุคคลที่รับราชการทหารหรือทำการเกี่ยวกับราชการทหารจะทำพินัยกรรมในต่างประเทศในระหว่างที่ปฏิบัติการเพื่อประเทศที่กำลังรบหรือทำสงครามกันด้วยครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="ในส-วนส-ดท-ายน-สำหร-บผ-ท-สนใจให-เราทำพ-น-ยกรรมให-สำน-กงานเราค-ดค-าทำพ-น-ยกรรมเท-าไร">ในส่วนสุดท้ายนี้ สำหรับผู้ที่สนใจให้เราทำพินัยกรรมให้ สำนักงานเราคิดค่าทำพินัยกรรมเท่าไร?</h2>



<p class="has-medium-font-size">ค่าบริการในการทำพินัยกรรมของเรานั้นจะเริ่มที่ 15,000 บาท เป็นต้นไปครับ เช่นเดียวกับการทำงานบริการทางกฎหมายของเราในด้านอื่น ๆ เราคิดราคาจากความยากง่ายของงาน ราคาจึงไม่ได้ขึ้นกับทุนทรัพย์ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านครับ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
