<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Itthigorn &amp; Partners</title>
	<atom:link href="https://itthigorn.com/language/en/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://itthigorn.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Sat, 28 Sep 2024 12:39:43 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2023/04/cropped-itthigorn-Logo-150x-02-32x32.png</url>
	<title>Itthigorn &amp; Partners</title>
	<link>https://itthigorn.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ความผิดฐานดูหมิ่นและหมิ่นประมาท ตอนที่ 1 การหมิ่นประมาทและการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a1-2/1450/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 06:13:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1450</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
การหมิ่นประมาท คดีหมิ่นประมาทนั้นนับว่าเป็นหนึ่งในหลายๆคดียอดฮิตในยุคนี้ก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือโดยการโฆษณา หมิ่นประมาทหรือหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งก็เนื่องมาจากสังคมในปัจจุบันใช้สื่อสังคมออนไลน์กันแพร่หลายมากขึ้น ทำให้การกระทำความผิดฐานดูหมิ่นด้วยการโฆษณาและการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานั้นเพิ่มสูงขึ้น โดยในหลายๆครั้งผู้เสียหายก็มักจะใช้ความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทนี้ในการเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินจากผู้กระทำความผิดเป็นจำนวนที่สูงเกินสมควรบ้างในบางกรณี และเพื่อไม่ให้บทความยาวเกินไปจึงขอแบ่งย่อยออกเป็นตอนๆนะครับ ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่าความผิดฐานนี้มุ่งคุ้มครองอะไรเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจครับ ความผิดในฐานนี้มุ่งคุ้มครอง เกียรติ ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณค่าที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนครับ&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a1-2/1450/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;ความผิดฐานดูหมิ่นและหมิ่นประมาท ตอนที่ 1 การหมิ่นประมาทและการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h1 class="wp-block-heading"><strong>การหมิ่นประมาท</strong></h1>



<p class="has-medium-font-size">คดีหมิ่นประมาทนั้นนับว่าเป็นหนึ่งในหลายๆคดียอดฮิตในยุคนี้ก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งการดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือโดยการโฆษณา หมิ่นประมาทหรือหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งก็เนื่องมาจากสังคมในปัจจุบันใช้สื่อสังคมออนไลน์กันแพร่หลายมากขึ้น ทำให้การกระทำความผิดฐานดูหมิ่นด้วยการโฆษณาและการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานั้นเพิ่มสูงขึ้น โดยในหลายๆครั้งผู้เสียหายก็มักจะใช้ความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทนี้ในการเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินจากผู้กระทำความผิดเป็นจำนวนที่สูงเกินสมควรบ้างในบางกรณี และเพื่อไม่ให้บทความยาวเกินไปจึงขอแบ่งย่อยออกเป็นตอนๆนะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่าความผิดฐานนี้มุ่งคุ้มครองอะไรเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจครับ ความผิดในฐานนี้มุ่งคุ้มครอง เกียรติ ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณค่าที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนครับ การลบหลู่ทำให้คุณค่าที่ยอมรับนับถือในตัวมนุษย์นั้นลดน้อยถอยลงไป แม้ว่ามนุษย์อาจจะมีความแตกต่างกันไปในสังคม แต่มนุษย์ทุกคนนั้นมีเกียรติเท่ากันครับ กฎหมายจึงได้เข้ามาคุ้มครองและคุ้มครองทุกคนเท่าเทียมกันครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">การดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณานั้นจะมีทั้งความคล้ายกันและต่างกันกับความผิดฐานการหมิ่นประมาทหรือการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาครับทำให้บางครั้งเวลาเราไปแจ้งความเราก็แจ้งรวมกันไปเข้าฐานไหนให้ตำรวจไปเลือกใส่เอาเองว่างั้นซึ่งถ้าฟ้องผิดฐานมีโอกาสที่จะยกฟ้องสูงนะครับ ความต่างกันอย่างเห็นได้ชัดที่สุดนอกจากอัตราโทษ ก็คือ ความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาเป็นความผิดต่อส่วนตัวครับ ทำให้ความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้กระทำความผิดกับผู้เสียหายสามารถตกลงยอมความกันเพื่อให้คดีอาญาระงับได้โดยไม่ต้องนำคดีไปสู่ศาลครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ส่วนกรณีการดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือโดยการโฆษณานั้นเป็นอาญาแผ่นดินครับเพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าจะไม่สามารถยอมความกันได้ก็ตามแต่ความผิดฐานดูหมิ่นนั้นจัดอยู่ในหมวดความผิดลหุโทษครับ ผลก็คือสามารถเปรียบเทียบปรับโดยผู้เสียหายยินยอมซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาครับ ทำให้คดีอาญาเป็นอันเลิกกันได้โดยไม่ต้องไปถึงศาลเช่นกันครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">เมื่อทั้งสองฐานความผิดสามารถใช้วิธีตกลงกันเพื่อให้คดีอาญาสิ้นสุดได้ก่อนไปถึงศาล การตกลงกันบางครั้งจึงเป็นการขอขมาลาโทษ หรือผู้เสียหายเรียกเงินพอสมควรเพื่อให้ยอมถอนคดีจึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ความผิดฐานหมิ่นประมาท</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักความผิดฐานหมิ่นประมาทกันก่อน ซึ่งการหมิ่นประมาทนี้กฎหมายได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ดังนี้ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size"><a>“<em>มาตรา ๓๒๖</em></a><em> ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</em>”</p>



<p class="has-medium-font-size">จากตัวบทจะเห็นได้ว่าการกระทำที่จะเป็นความผิดในฐานหมิ่นประมาทได้ ผู้กระทำต้องใส่ความต่อผู้อื่นครับ ผู้อื่นจะเป็นคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ครับ ข้อความที่หมิ่นประมาทนั้นหากไม่ระบุผู้ที่ถูกใส่ความโดยตรงว่าเป็นใครก็ต้องให้ได้ความหมายว่ากล่าวถึงใครโดยเฉพาะซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถทราบได้โดยไม่ต้องสืบหาเพิ่มเติมว่าหมายถึงใครครับ ง่ายๆก็คืออ่านแล้วสามารถรู้ได้เลยนั่นแหละครับว่าหมายถึงใคร การใส่ความนี้จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อผู้อื่นหรือบุคคลที่สามนั้นได้ทราบและเข้าใจความหมายของการใส่ความนั้นด้วยครับ ถ้าเขาไม่เข้าใจเช่นพูดใส่ความให้ชาวต่างชาติฟังแล้วเขาฟังไม่ออกก็ยังไม่ถือว่ากระทำผิดสำเร็จนะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">นอกจากนี้การใส่ความนั้นต้องถึงขนาดทำให้ผู้ที่ถูกใส่ความเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังด้วยครับ โดยจะต้องพิจารณาถึงความรู้สึกนึกคิดของบุคคลธรรมดาทั่วไปครับไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัวของผู้ถูกใส่ความนะครับว่าข้อความที่เป็นการใส่ความนั้นน่าจะทำให้ผู้ถูกใส่ความเขาเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ ถ้าใช่จึงจะครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading">การใส่ความคืออะไร?</h2>



<p class="has-medium-font-size"><strong>การใส่ความ</strong> คือการกล่าวอ้าง หรือทำให้แพร่หลาย โดยแสดงพฤติกรรมอันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหรือกำลังเกิดขึ้นและการใส่ความนั้นจะต้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงด้วยครับ การยืนยันข้อเท็จจริงพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือสิ่งที่ใส่ความนั้นสามารถที่จะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่การคาดคะเน เช่นนาย ก เป็นคนทุจริต ตัวอย่างที่ไม่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงเช่น หน้าหมา สัตว์ พวกนี้บุคคลที่สามไม่สามารถเป็นสิ่งเหล่านั้นได้จึงไม่ผิดฐานหมิ่นประมาทครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ในส่วนขอข้อความนั้น ข้อความจะเป็นความจริงหรือความเท็จก็ได้กฎหมายไม่ได้สนใจครับเข้าหมดหากการยืนยันข้อเท็จจริงนั้นกระทบถึงเกียรติของผู้ถูกใส่ความให้ปรากฏต่อบุคคลที่สามด้วยครับ การแสดงออกที่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอาจจะเป็นการกระทำโดยวาจา ลายลักษณ์อักษร ท่าทางหรือโดยประการอื่นใดก็ได้ครับ ข้อสำคัญก็คือ อยู่ที่ว่าบุคคลอื่นที่รับข้อความนั้น เขาสามารถทราบความหมายของการใส่ความได้หรือไม่ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่ไม่สำคัญเช่นกันครับ การพิจารณาจึงต้องดูควบคู่กันไปกับการดูบริบทโดยรวมประกอบครับไม่ได้ดูเฉพาะเพียงแค่คำพูดอย่างเดียว</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เรื่องที่มักจะใส่ความสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทได้แก่</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">1 การใส่ความเกี่ยวกับการประพฤติ เช่น การรับสินบน</p>



<p class="has-medium-font-size">2 การใส่ความเกี่ยวกับเรื่องประเวณี หรือความไม่เหมาะสม หรือไม่ใช่เรื่องอันควรในทางเพศ เช่น เสี่ยบ้ากาม กระหรี่</p>



<p class="has-medium-font-size">3 การใส่ความเกี่ยวกับหน้าที่การงาน เช่น ทนายความท่านนี้ชอบล้มคดี</p>



<p class="has-medium-font-size">4 เป็นการพูดถึงความไม่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับสถานะทางเศรษฐกิจ การเงิน หรือสังคม เช่น ชอบออกเช็คเด้ง ซึ่งต้องดูองค์ประกอบอย่างอื่นประกอบด้วยนะครับ เช่น ถ้าบอกว่าเป็นหนี้แล้วไม่ใช้ การเป็นหนี้ไม่ทำให้บุคคลเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังครับเพราะการเป็นหนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่บุคคลอาจเป็นหนี้ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำธุรกิจ แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะไม่ผิดทุกกรณีไปนะครับ ยังคงต้องดูบริบทอื่นโดยรวมประกอบด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading">ชื่อเสียง</h2>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ชื่อเสียง</strong> ในที่นี้ไม่ได้มีความหมายเดียวกับชื่อเสียงอย่างชื่อเสียงของศิลปินนะครับ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าความผิดฐานนี้กฎหมายมุ่งคุ้มครอง เกียรติ ซึ่งมนุษย์ทุกคนมีเท่าเทียมกัน ดังนั้นชื่อเสียงในที่นี้หมายถึง คุณค่าหรือราคาที่มนุษย์มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในทางศีลธรรม ในทางจิตใจหรือในทางสังคมครับ ดังนั้นการจะดูว่ากระทบต่อชื่อเสียงหรือไม่ ต้องดูว่าการใส่ความนั้นเป็นการลดคุณค่าในตัวของผู้ถูกใส่ความลงหรือไม่นั่นเองครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">เนื่องจากว่าการใส่ความเป็นการพิจารณาที่การกระทบต่อเกียรติซึ่งไม่เกี่ยวกับความจริงหรือไม่จริงของเรื่อง กฎหมายจึงไม่สนที่มาของคำพูดว่าจะมาจากไหนทำให้การฟังเขามาพูดต่อ ผู้พูดก็อาจผิดฐานหมิ่นประมาทได้ครับ เช่น บรรณาธิการลงพิมพ์ข้อความหมิ่นประมาทจึงมีความผิด เขาจะมาแก้ตัวว่ามีคนส่งมาให้ลงพิมพ์ไม่ได้ การฟังเขาเล่ามาว่าแล้วมาพูดต่ออีกทีจึงอาจทำให้ผู้พูดมีความผิดฐานนี้ได้เช่นกันครับ ตอนนี้อาจจะสงสัยว่าถ้าเรามีเจตนาดีต้องการเตือนผู้อื่นก็ผิดเหรอ ขอตอบว่ากฎหมายไม่สนใจเหตุจูงใจครับ แม้เจตนาดีก็ผิดได้แต่มีบทยกเว้นไว้ทำให้อาจไม่เป็นความผิดหรือได้รับยกเว้นโทษอยู่ครับต้องดูเป็นกรณีๆไปครับ<br>เพื่อไม่ให้บทความยาวเกินไปเรื่องของการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา การดูหมิ่นซึ่งหน้า การดูหมิ่นด้วยการโฆษณา ค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความทำคดี อายุความ ฟ้องคดีแพ่งคดีอาญา พรบ คอม หมิ่นประมาททางไลน์กลุ่ม เฟสบุ๊ค ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ</p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตัวอย่างและคำอธิบาย การเขียนคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/1448/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 06:09:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1448</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
สำหรับใครที่ต้องการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกด้วยตัวเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนาย ซึ่งในความเห็นของเรามองว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความรู้กฎหมายที่ซับซ้อน และไม่มีผลเสียหายใดๆ ในบทความแรกๆของเราได้เขียนถึงวิธีการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกออนไลน์ไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงการเขียนคำร้องและเอกสารต่างๆทั้งหมดที่ใช้ในการยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลกันนะครับ แบบฟอร์มศาลนั้นสามารถ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ได้ฟรีครับ เอกสารฉบับที่ 1 คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก เอกสารชิ้นแรกที่เราต้องเขียนสำหรับยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ได้แก่&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/1448/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;ตัวอย่างและคำอธิบาย การเขียนคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-medium-font-size">สำหรับใครที่ต้องการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกด้วยตัวเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนาย ซึ่งในความเห็นของเรามองว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความรู้กฎหมายที่ซับซ้อน และไม่มีผลเสียหายใดๆ ในบทความแรกๆของเราได้เขียนถึงวิธีการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกออนไลน์ไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงการเขียนคำร้องและเอกสารต่างๆทั้งหมดที่ใช้ในการยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกต่อศาลกันนะครับ แบบฟอร์มศาลนั้นสามารถ <strong><a href="https://www.coj.go.th/th/content/category/articles/id/6/cid/21" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ดาวน์โหลดได้ที่นี่ได้ฟรีครับ</a></strong></p>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารฉบับที่ 1 คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก</h3>



<p class="has-medium-font-size">เอกสารชิ้นแรกที่เราต้องเขียนสำหรับยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ได้แก่ คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกครับ เอกสารชิ้นใช้คำร้อง ธรรมดา แบบพิมพ์ศาลหมายเลข (7) ครับ ในส่วนนี้เรากรอกข้อมูลในแบบพิมพ์ศาลลงไปตามรูปตัวอย่างครับ ในส่วนของผู้ที่จะมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้นั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายหรือผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการเท่านั้นนะครับ ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น สามีหรือภรรยานอกกฎหมายที่มีทรัพย์สินอันเกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกันกับฝ่ายที่ตาย ตรงนี้บุคคลดังกล่าวสามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นได้แต่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ และในส่วนแบบพิมพ์ศาลเราจะเขียนว่า</p>



<p class="has-medium-font-size"><em>นาง/นาย &#8230; โดย นาย/นาง &#8230; ผู้รับมอบอำนาจ ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก(ไม่มีพินัยกรรม) ของ นาย &#8230; (ผู้วายชนม์) ตามภาพตัวอย่างที่ 1 นะครับ</em></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="590" src="https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/01.jpg" alt="คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก" class="wp-image-1070" srcset="https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/01.jpg 1024w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/01-300x173.jpg 300w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/01-768x443.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption><br>ตัวอย่างแบบพิมพ์คำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก</figcaption></figure>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ส่วนเนื้อหาในคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกนั้นเราเขียนอธิบายให้ศาลท่านเป็นข้อๆดังนี้ครับ</strong></p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ 1</strong> เขียนอธิบายว่าผู้ร้องเป็นใคร ยื่นเองหรือมอบอำนาจให้ใครมายื่น จากนั้นระบุเอกสารหลักฐานในการแสดงข้อเท็จจริงตามที่เราเขียนครับ</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ 2</strong> เขียนอธิบายว่าผู้ตายเป็นใคร รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ตาย ตายอย่างไร ตายวันใหน และตามด้วยระบุเอกสารหลักฐานเช่นกันไล่ลับดับหมายเลขต่อจากเอกสารในข้อ 1 ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ 3</strong> เขียนอธิบายว่าผู้ตายมีทายาทกี่คน ใครบ้าง มีชีวิตอยู่หรือไม่ข้อนี้เขียนครบทุกคนนะครับ ตามด้วยเอกสารหลักฐานแนบเช่นกันไล่ลำดับหมายเลขต่อจากข้อ 2 นะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ 4</strong> เขียนอธิบายว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมไว้หรือไม่ และมีทรัพย์มรดกอะไรบ้างครับ พร้อมเอกสารหลักฐานแนบท้ายเช่นกัน</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ 5</strong> แจงเหตุขัดข้องครับว่าทำไมถึงต้องมาตั้งผู้จัดการมรดก เช่น ไปยื่นขอจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เช่าซื้อรถยนต์ของผู้ตายแล้วเจ้าหน้าที่ปฏิเสธจะดำเนินการให้โดยแจ้งว่าเราไม่ใช่ผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงเป็นเหตุขัดข้องในการจัดการหรือแบ่งปันมรดกของผู้ตาย ทำนองนี้ครับ พร้อมเอกสารหลักฐานแนบท้ายถ้ามีนะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ 6</strong> เขียนถึงความยินยอมครับ ในกรณีที่ให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่ทายาทเป็นผู้จัดการมรดกครับ พร้อมเอกสารแนบเช่นกัน</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ 7</strong> ข้อนี้เขียนบรรยายถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกครับ ต้องเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต และไม่เคยถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ไม่เป็นบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และไม่เคยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายครับ</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ 8</strong> เขียนขอศาลครับ ด้วยเหตุที่ผู้ร้องได้กราบเรียนต่อศาลมาข้างต้นขอศาลได้โปรดทำการไต่สวนและมีคำสั่งแต่งตั้งให้นาย &#8230; เป็นผู้จัดการมรดกของนาย &#8230; ผู้ตาย เพื่อให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป ขอศาลได้โปรดอนุญาต ตามด้วยข้อความลงท้ายและ ลงชื่อจัดกลางหน้ากระดาษครับ</p>



<p class="has-text-align-center has-medium-font-size">ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด</p>



<p class="has-text-align-center has-medium-font-size">ลงชื่อ                        ผู้ร้อง</p>



<p class="has-text-align-center has-medium-font-size">คำร้องฉบับนี้ข้าพเจ้านาย          ผู้ร้องเป็นผู้เรียงพิมพ์</p>



<p class="has-text-align-left has-medium-font-size">เป็นอันเสร็จสิ้นเอกสารฉบับแรกครับ</p>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารฉบับที่ 2 บัญชีพยาน</h3>



<p class="has-text-align-left has-medium-font-size">ต่อไปเอกสารฉบับที่ 2 สำหรับใช้ในการยื่นคำร้องจัดตั้งผู้จัดการมรดกได้แก่ บัญชีพยานครับ ใช้แบบพิมพ์ศาลหมายเลข (15) นะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ในส่วนหัวนั้นเขียนเหมือนเดิมทุกอย่างครับ จากนั้นเขียนพยานหลักฐานลงไปครับว่าในการยื่นคำร้องขอจัดตั้งผู้จัดการมรดกของเรานั้นจะใช้พยานหลักฐานอะไรบ้างในการแสดงให้ศาลท่านใช้ในการพิจารณาครับ เป็นอันเสร็จสิ้นเอกสารชุดที่ 2 ครับ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="904" height="912" src="https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/02.jpg" alt="บัญชีพยาน" class="wp-image-1071" srcset="https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/02.jpg 904w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/02-297x300.jpg 297w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/02-150x150.jpg 150w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/02-768x775.jpg 768w" sizes="(max-width: 904px) 100vw, 904px" /><figcaption><br>บัญชีพยานในการยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดก</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารฉบับที่ 3 บัญชีทรัพย์สิน</h3>



<p class="has-medium-font-size">เอกสารชุดต่อมาสำหรับขอตั้งผู้จัดการมรดก คือ บัญชีทรัพย์ ครับ ฉบับนี้เราใช้แบบพิมพ์ศาลหมายเลข (8) นะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">เขียนบรรยายทรัพย์สินของผู้ตายทั้งหมดพร้อมรายละเอียดครับทุกฉบับอย่าลืมลงชื่อนะครับ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="690" src="https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/03.jpg" alt="บัญชีทรัพย์สิน" class="wp-image-1072" srcset="https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/03.jpg 1024w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/03-300x202.jpg 300w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/03-768x518.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>บัญชีทรัพย์สินที่ใช้ในการยื่นคำร้องจัดตั้งผู้จัดการมรดก</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารฉบับที่ 4 บัญชีเครือญาติ</h3>



<p class="has-medium-font-size">ลำดับต่อไปได้แก่ บัญชีเครือญาติครับ ชุดนี้ไม่มีแบบพิมพ์ศาลให้เขียนแผนภาพเครือญาติทั้งหมดของผู้ตายซึ่งเป็นเจ้ามรดกลงไปในกระดาษ A4 ครับ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="579" src="https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/04.jpg" alt="บัญชีเครือญาติ" class="wp-image-1073" srcset="https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/04.jpg 1024w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/04-300x170.jpg 300w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/04-768x434.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>ตัวอย่างบัญชีเครือญาติในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารฉบับที่ 5 หนังสือให้ความยินยอม</h3>



<p class="has-medium-font-size">ลำดับต่อไปสำหรับเอกสารที่ใช้ในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ได้แก่ เป็นหนังสือให้ความยินยอมจากทายาทครับ ว่ายินยอมให้บุคคลที่เราตั้งนั้นเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ ตรงนี้มีทายาทกี่คนต้องให้เขาลงลายมือชื่อทุกคนนะครับ ไม่มีแบบพิมพ์ศาลเขียนลงไปในกระดาษ A4 ได้เลยครับ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="911" height="838" src="https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/05.jpg" alt="หนังสือให้ความยินยอม" class="wp-image-1074" srcset="https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/05.jpg 911w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/05-300x276.jpg 300w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/05-768x706.jpg 768w" sizes="(max-width: 911px) 100vw, 911px" /><figcaption>ตัวอย่างหนังสือให้ความยินยอมจากเครือญาติ ในการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก</figcaption></figure>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารฉบับที่ 6 หนังสือมอบอำนาจ</h3>



<p class="has-medium-font-size">เอกสารฉบับต่อไปคือหนังสือมอบอำนาจ เป็นกรณีที่ทายาทไม่ได้ยื่นจัดตั้งผู้จัดการมรดกด้วยตัวเองแต่มอบอำนาจให้บุคคลอื่นยื่นคำร้องตั้งผู้จัดการมรดกแทนให้นะครับ หาดาวน์โหลดได้<a href="https://itthigorn.com/language/th/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b5/323/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ที่นี่</a>ครับ กรอกข้อความให้ครบถ้วน</p>



<h3 class="wp-block-heading">เอกสารฉบับที่ 7 คำแถลงประกาศตั้งผู้จัดการมรดก</h3>



<p class="has-medium-font-size">แล้วก็มาถึงฉบับสุดท้ายของการยื่นขอตั้งผู้จัดการมรดกครับ ได้แก่ คำแถลง ขอประกาศลงโฆษณา ครับใช้แบบพิมพ์ศาลหมายเลข (7) ดังตัวอย่างครับ ทำเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียมาคัดค้านครับ ต้องทำนะครับ และอย่าลืมส่งสำเนาให้ทายาทของผู้ตายทุกคนด้วยนะครับ</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="577" src="https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/06.jpg" alt="คำแถลงประกาศ" class="wp-image-1075" srcset="https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/06.jpg 1024w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/06-300x169.jpg 300w, https://itthigorn.com/wp-content/uploads/2021/06/06-768x433.jpg 768w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>คำแถลงประกาศลงโฆษณาการขอจัดตั้งผู้จัดการมรดก</figcaption></figure>



<p class="has-medium-font-size">คำแถลงนี้จะมี 1 ข้อ 3 ย่อหน้า โดยมีเนื้อหาใจความดังนี้ครับ<br><strong>ข้อ 1</strong> คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของนาย &#8230; ผู้วายชนม์ต่อศาลในวันนี้</p>



<p class="has-medium-font-size">ผู้ร้องมีความประสงค์จะประกาศแจ้งการนัดไต่สวนคดีนี้ โดยวิธีประกาศลงโฆษณาผ่านสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อทราบโดยทั่วกันขอศาลได้โปรดอนุญาต</p>



<p class="has-medium-font-size">คำลงท้ายเช่นเดิมครับ</p>



<p class="has-text-align-center has-medium-font-size">ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด</p>



<p class="has-text-align-center has-medium-font-size">ลงชื่อ                        ผู้ร้อง</p>



<p class="has-text-align-center has-medium-font-size">คำร้องฉบับนี้ข้าพเจ้านาย          ผู้ร้องเป็นผู้เรียงพิมพ์</p>



<p class="has-text-align-center has-medium-font-size">ลงชื่อ                        ผู้เรียงและพิมพ์</p>



<p class="has-medium-font-size">เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อยสำหรับเอกสารทั้งหมดในการยื่นคำขอตั้งผู้จัดการมรดกครับ วิธีการยื่นนั้นค้นดูในบทความเก่าๆของเรานะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ค่าจ้างทนายความ จะเลือกทนายความอย่างไร จำเป็นหรือไม่ที่ต้องจ้างทนายว่าความในศาล?</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81/1443/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 06:00:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1443</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
ค่าจ้างทนายความ เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายๆคนสงสัย บทความนี้จะเป็นการพูดรวมๆเกี่ยวกับค่าจ้างทนายไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง คดีอาญา หรือใช้บริการอื่นๆครับ ค่าจ้างทนายความในบทความนี้นั้นอ้างอิงจากสำนักงานเราเป็นหลักครับ สำนักงานหรือทนายท่านอื่นอาจมีหลักการคิดค่าจ้างทนายความในส่วนที่เป็นค่าวิชาชีพแตกต่างออกไปได้ บทความนี้นอกจากจะเขียนถึงการคิดว่าจ้างทนายความเบื้องต้นแล้ว เรายังจะเขียนถึงคำถามในใจของหลายๆท่านเกี่ยวกับการว่าจ้างทนายด้วยครับ หากเวลาน้อยสามารถข้ามลงไปด้านล่างได้เลยครับ จ้างทนายให้ว่าความฟรีมีหรือไม่? ก่อนอื่นเรามาดูเหตุผลก่อนว่าทำไมค่าทนายความถึงไม่ฟรี&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1-%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81/1443/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;ค่าจ้างทนายความ จะเลือกทนายความอย่างไร จำเป็นหรือไม่ที่ต้องจ้างทนายว่าความในศาล?&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h1 class="wp-block-heading"><strong>ค่าจ้างทนายความ</strong></h1>



<p class="has-medium-font-size">เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายๆคนสงสัย บทความนี้จะเป็นการพูดรวมๆเกี่ยวกับค่าจ้างทนายไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง คดีอาญา หรือใช้บริการอื่นๆครับ ค่าจ้างทนายความในบทความนี้นั้นอ้างอิงจากสำนักงานเราเป็นหลักครับ สำนักงานหรือทนายท่านอื่นอาจมีหลักการคิดค่าจ้างทนายความในส่วนที่เป็นค่าวิชาชีพแตกต่างออกไปได้ บทความนี้นอกจากจะเขียนถึงการคิดว่าจ้างทนายความเบื้องต้นแล้ว เรายังจะเขียนถึงคำถามในใจของหลายๆท่านเกี่ยวกับการว่าจ้างทนายด้วยครับ <strong>หากเวลาน้อยสามารถข้ามลงไปด้านล่างได้เลยครับ</strong></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จ้างทนายให้ว่าความฟรีมีหรือไม่</strong>?</h2>



<p></p>



<p class="has-medium-font-size">ก่อนอื่นเรามาดูเหตุผลก่อนว่าทำไมค่าทนายความถึงไม่ฟรี แล้วขอฟรีหรือขอให้ไม่คิดค่าใช้จ่ายได้หรือเปล่า ต้องดูว่าฟรีในส่วนใหนครับ ถ้าค่าจ้างทนายความว่าความในศาลไม่สามารถทำให้ฟรีได้ครับ สภาทนายความไม่อนุญาตให้ทนายความโฆษณาว่าจะว่าความฟรีครับ ถามว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ จินตนาการดูว่า ถ้าเราต้องไปทำงานทุกวันและในแต่ละวันต้องทำงานอย่างหนัก ถึงสิ้นเดือนนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างครับ วิชาชีพทนายความก็เช่นกัน การจะขึ้นว่าความได้แต่ละครั้ง ต้องผ่านการหลายขั้นตอนครับ เตรียมคดีความก่อนเขียนฟ้อง หาทุกแง่มุมกฎหมายที่เป็นไปได้ที่ฝ่ายตรงข้ามจะยกมาสู้คดีรวมถึงรวบรวมค้นหาพยานหลักฐานต่างๆ จากนั้นนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ได้นำมาเขียนคำฟ้อง คำร้อง หรือคำให้การ เสร็จแล้วทำสำนวนความแล้วจึงไปยื่นต่อศาลซึ่งทั้งหมดนี้จะใช้เวลาในการทำงานตั้งแต่ 3 ถึง 4 วันไปจนถึงเป็นสัปดาห์ หรือถ้าคดียากๆหรือมีข้อเท็จจริงเป็นจำนวนมากอาจต้องเตรียมหาหลักฐานเป็นเดือนๆก็มีครับ ทั้งนี้ก็เพื่อให้คดีของลูกความที่ทนายความรับมามีจุดบกพร่องน้อยที่สุด นอกจากนี้การสู้คดีในศาลยังใช้เวลาหลายวันจนกว่าจะมีคำพิพากษา เหล่านี้ล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น นี่แหละครับทำไมสภาทนายความถึงไม่ยอมให้ทนายความทำคดีให้ฟรีครับ เพราะมันเป็นวิชาชีพเฉพาะหากยอมให้ทำ ทนายท่านอื่นก็จะอยู่ไม่ได้ ทำให้ไม่มีใครอยากเป็นทนายความคอยช่วยเหลือประชาชนในการเรียกร้องความยุติธรรรมครับ ความเดือดร้อนนั้นจะตกกลับไปที่ประชาชน สุดท้ายก็จะทำให้สังคมไม่สงบสุขครับ ถึงอย่างไรก็ดี หากทุนทรัพย์มีจำกัดจริงๆสามารถตกลงค่าจ้างกับทนายเป็นกรณีไปครับ ค่าจ้างทนายก็มีส่วนคล้ายจ้างศิลปินวาดภาพครับ ขึ้นกับความพอใจของทั้งสองฝ่าย</p>



<p class="has-medium-font-size">แต่ใช่ว่าจะไม่สามารถหาทนายว่าความฟรีไม่ได้ สามารถหาได้ครับ มีหลายหน่วยงานที่คอยอำนวยความสะดวก  เช่นทนายความเพื่อช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความ หรือโดยคณะนิติศาสตร์ในสถาบันการศึกษาหลายๆแห่งมักจะเปิดบริการให้กับประชาชนเช่นกันครับ หรือถ้าเป็นคดีอาญาหากเราเป็นจำเลยและไม่มีทนายความศาลท่านจะถามก่อนเสมอว่าจำเลยต้องการทนายความหรือไม่ ถ้าจำเลยต้องการศาลท่านจะจัดหาทนายความให้โดยรัฐจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้กับทนายความครับ หรือถ้าเป็นผู้เสียหายในทางอาญาสามารถให้รัฐดำเนินการเรียกร้องความยุติธรรมโดยการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจครับ ท่านก็จะทำเรื่องส่งอัยการฟ้องเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเรา</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การขอคำปรึกษาฟรีทำอย่างไร</strong>?</h2>



<p class="has-medium-font-size">ในส่วนให้คำปรึกษานั้นสภาทนายความไม่ได้ห้ามไว้ว่าจะต้องคิดค่าใช้จ่ายเสมอไป ดังนั้นสำนักงานทนายความหลายๆแห่งก็มีบริการให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรีบ้างครับ เพราะผู้ที่เรียนกฎหมายทุกคนนั้นต้องการให้ความช่วยเหลือกับประชาชนทั่วไปที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในส่วนนี้เราเคยเขียนบทความไว้แล้วว่าการขอคำปรึกษาฟรีมีที่ใดให้บริการบ้าง ในบทความเก่าๆของเราลองค้นดูครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ถ้าจะไม่จ้างทนายความแล้วเราสามารถว่าความขึ้นศาลด้วยตนเองได้หรือไม่</strong>?</h2>



<p class="has-medium-font-size">ทำได้ครับทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ปกติแล้วถ้าคดีไม่ยุ่งยากซับซ้อน เช่น ตั้งผู้จัดการมรดก คดีแรงงาน หรือเพื่อน ญาติกู้ยืมเงินแล้วไม่คืน เราสามารถหาอ่านหนังสือ google เขียนฟ้องได้ด้วยตนเองอยู่แล้วครับถ้าเราศึกษามากเพียงพอเพราะคดีดังกล่าวถ้าจ้างทนายอาจจะไม่คุ้มกับผลลัพธ์ที่ได้มาและบางคดีรัฐจัดให้มีหน่วยงานไว้ให้ความช่วยเหลือเรียบร้อยแล้ว เช่นคดีแรงงาน มีให้เลือกทั้งผู้ตรวจแรงงาน หรือถ้าจะไปศาลยังมีนิติกรบริการร่างฟ้องและให้คำปรึกษาโดยไม่ต้องพึ่งพาทนายความอีก การขึ้นศาลเราก็ทำการเสนอข้อเท็จจริงต่อศาลเพื่อให้ท่านใช้ในการตัดสินคดีครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">แต่ถ้าเป็นคดีที่มีความยุ่งยากซับซ้อนเช่นคดีที่เกี่ยวข้องกับสัญญา ละเมิด หรือถ้าเป็นคดีอาญา เราไม่แนะนำให้ขึ้นว่าความเองครับ เพราะผลลัพธ์ที่ได้หากเป็นผลร้ายความเสียหายนั้นค่อนข้างสูง ต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งว่า เมื่อเราสู้คดีในศาลทนายความไม่ได้แต่เพียงหยิบยกข้อกฎหมายเฉพาะเรื่องที่พิพาทกันเท่านั้น แต่ทนายความจะพิจารณากฎหมายทั้งระบบ การสู้คดีจึงมีความซับซ้อนมากขึ้นครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">เราสามารถอ่านหนังสือหรือเรียนรู้เองเพื่อต่อสู้คดีได้หรือไม่ คำตอบคือ ส่วนหนึ่งทำได้ครับแต่ต้องแลกกับเวลา และอีกส่วนหนึ่งต้องได้รับการเรียนการสอนครับ เพราะกฎหมายประเภทที่เป็นกฎหมายเทคนิคและกฎหมายของนักกฎหมายจะมีเหตุผลของตัวเองในการออกกฎหมายนั้นๆซึ่งไม่อาจใช้ความรู้สึกนึกคิดทั่วไปในการทำความเข้าใจได้ครับ แต่หากทำใจยอมรับผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้และต้องการต่อสู้คดีเอง กฎหมายเปิดโอกาสให้ตัวความที่เป็นคู่พิพาทสามารถต่อสู้คดีในศาลเรียกร้องความยุติธรรมด้วยตนเองได้เสมอครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ค่าทนายความแพงไปหรือเปล่า</strong>?</h2>



<p class="has-medium-font-size">การจ้างทนายความของเรานั้น เงินที่เราจ่ายไปเพื่อจ้างทนายความเราจ่ายเพราะอะไร แล้วเงินที่จ่ายไปจริงๆแล้วเราจ่ายให้กับอะไร?</p>



<p class="has-medium-font-size">เราจ่ายเพราะ &#8220;ความเชื่อใจ&#8221; เพราะเราเชื่อมั่นว่าทนายความท่านนั้นสามารถช่วยเหลือเราได้ หรือช่วยให้ผลออกมาเป็นไปตามที่เราคาดหวัง ดังนั้นจริงๆแล้วเราจ่ายเงินให้กับ “สมอง” กฎหมายเปรียบเสมือนเครื่องมือสำหรับใช้ในการรักษาความยุติธรรมในสังคม การปรับใช้ พลิกแพลง ขึ้นอยู่กับนักกฎหมายแต่ละท่าน ซึ่งในแต่ละคนจะมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป ทั้งการเรียนรู้ ความเข้าใจ รวมถึงประสบการณ์ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย ทำให้ทนายแต่ละท่านมีแนวความคิดในการแก้ปัญหาและความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน แต่ละคดีที่แตกต่างกัน ถ้าเราเคยปรึกษาคดีกับทนายความหลายท่าน เราจะพบเสมอว่าคำแนะนำของทนายแต่ละท่านในการต่อสู้คดีมักจะไม่เหมือนกัน แต่ทุกท่านก็ทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกความให้สูงที่สุดเหมือนกันครับ ค่าจ้างทนายความจะแพงหรือถูกนั้นจึงขึ้นอยู่กับความพอใจของลูกความครับ หากลูกความมองแล้วว่าสูงเกินไปเราอาจต่อรองราคาหรือเปลี่ยนไปเลือกทนายที่คิดค่าทนายความที่เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายที่เราสามารถยอมรับได้ครับ และการเปลี่ยนทนายนั้นสามารถทำได้ทุกเมื่อครับ แต่ถ้าคดีอยู่ในชั้นศาลแล้วควรพิจารณาให้รอบคอบ ต้องคำนึงถึงผลได้ผลเสียที่อาจจะตามมาทุกครั้งครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ดังที่ได้กล่าวไปบ้างแล้วตอนต้น การจ้างทนายความนั้นจะคล้ายกับการจ้างศิลปินทำงานครับ อยู่ที่ความพอใจของทั้งสองฝ่าย ถูกแพงนั้นเป็นเพียงความรู้สึก ถ้าเราจ่ายสูงแล้วผลออกมาตามที่เราคาดหวังเราก็อาจจะบอกว่าถูก กลับกันถ้าเราจ่ายน้อยแต่ผลออกมาตรงกันข้ามกับที่เราคาดหวังเราก็อาจจะบอกแพงก็ได้ครับ หรือถ้าเราเชื่อ หรือมั่นใจในตัวของทนายท่านนั้นไม่ว่าจะเพราะชื่อเสียง หรือได้รับการแนะนำมา เราก็จะไม่มีความรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปนั้นถูกหรือแพงครับ สิ่งสำคัญคือก่อนเริ่มจ้างทนายความเราต้องสามารถประเมินให้ได้ก่อนว่าค่าจ้างทั้งหมดที่เราจะต้องเสียไปในการจ้างทนายทำงานครั้งนั้นๆ เป็นจำนวนประมาณเท่าไรครับ ตรงนี้สามารถสอบถามให้ทนายประเมินราคาค่าจ้างทนายได้ก่อนตกลงว่าจ้างครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ค่าทนายความเราอ้างอิงมาจากความซับซ้อนยุ่งยากในการต่อสู้คดีจะน้อยหรือมากก็ต้องดูเป็นแต่ละกรณีๆไปครับ คดีประเภทเดียวละเมิดขับรถชนเหมือนกัน แต่คดีหนึ่งเกิดในใจกลางเมืองย่านชุมชน อีกคดีเกิดขึ้นในเส้นทางต่างจังหวัดไกลปืนเที่ยงความยุ่งยากในการทำคดีย่อมแตกต่างกันค่าใช้จ่ายจึงแตกต่างกันไปด้วยครับเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยในหลายๆด้านประกอบ เปรียบเทียบ เวลาเราไปหาหมอ ค่าใช้จ่ายในการรักษาแผลมีดบาด กับการผ่าตัดสมองนั้นมีความแตกต่างกันครับ</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>ค่าจ้างทนายความเท่าไร คิดอย่างไร</strong>?</h1>



<p class="has-medium-font-size">ในส่วนนี้เป็นหลักการเบื้องต้นนะครับ ซึ่งอาจแตกต่างกันไป สำนักงานเรามีการคิดค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง ตรงค่าจ้างว่าความนั้นเราไม่สามารถแสดงอัตราค่าจ้างว่าความได้เพราะสภาทนายความกำหนดห้ามไว้ครับผิดมรรยาททนายความ เราจึงเขียนให้เฉพาะหลักการคิดว่ามีแบบใดบ้างครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ก่อนพูดถึงค่าจ้างว่าความเราขอพูดถึงประเด็นปัญหาซึ่งเราพบบ่อยซักนิดหนึ่งก่อนครับ หลายต่อหลายครั้งที่ลูกความมาปรึกษาเรามักจะให้ใช้วิธีการทางอาญาบีบเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ อาจเพราะเข้าใจว่ากระบวนการทางแพ่งนั้นล่าช้าหรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เรามักจะย้ำเสมอว่าหากไม่ผิดอาญาแล้วเราจะไม่ทำคดีอาญาให้เด็ดขาด เนื่องจากเราคำนึงถึงว่าจะเป็นผลร้ายต่อตัวความเองเสียเอง แม้ว่าตัวความจะมีประสบการณ์จากเพื่อน ญาติ เคยใช้แล้วได้ผลมาก่อนก็ตาม หลายต่อหลายครั้งที่เราเจอคู่ความฝ่ายตรงข้ามใช้วิธีการทางอาญาฟ้องมาเพื่อบีบเอาทางแพ่งให้ได้เงินทั้งๆที่ข้อเท็จจริงไม่ผิดอาญาแม้แต่น้อย ผลลัพธ์คือเราดำเนินคดีกลับไปอย่างเต็มรูปแบบทั้งแพ่งและอาญาทำให้ผลเสียตกแก่คู่ความอีกฝ่ายนั้นเองครับ ดังนั้นเราจึงขอย้ำว่าควรเลือกช่องทางกฎหมายให้ตรงกับลักษณะข้อเท็จจริงเสมอครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ค่าจ้างทนายความกรณีขอคำปรึกษา</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">หากเป็นทาง Line e-mail หรือทางโทรศัพท์ เรายินดีให้คำปรึกษาฟรีครับ แต่ถ้าต้องการปรึกษาทนายต่อหน้า ประกอบเอกสาร จะเริ่มตั้งแต่ 1,000 บาทเป็นต้นไปครับแล้วแต่กรณีโดยจะมีการตกลงกันทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอครับ ตรงนี้ผู้อ่านอาจจะมีความรู้สึกว่าแพงให้นึกถึงเวลาเราไปหาหมอในสภานพยาบาลครับ เมื่อเราไปพบจิตแพทย์แม้เพียงไม่กี่นาทีเราก็ต้องจ่ายค่าวิชาชีพให้ท่านใช่ไหมครับ  หรือแม้แต่การไปหาหมอดูทำนายทายทักเรายังจ่ายในสิงที่มองไม่เห็นและก่อนให้เขาเริ่มทำนายด้วยซ้ำ ดังนั้นแม้การขอคำปรึกษาฟรีจะมีได้แต่ต้องทำใจว่าบางครั้งขอลมก็ได้ลมครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ค่าจ้างทนายความกรณีว่าความในศาล</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ค่าจ้างว่าความนั้นการคิดจะขึ้นอยู่กับทนายแต่ละท่านนะครับซึ่งจะมีตั้งแต่หลักพันขึ้นไปจนถึงหลักแสนครับ หรือบางที่จะคิดจากจำนวนทุนทรัพย์ในคดีที่พิพาทกันก็มีครับ ปกติแล้วจะประมาณ 10% ของทุนทรัพย์ที่ฟ้องคดีเช่นหากคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกัน 1 ล้านบาทค่าทนายก็จะ 1 แสนบาทเป็นต้นครับ ซึ่งราคาในส่วนนี้ต้องตกลงกับทนายให้ดีนะครับ เพราะส่วนใหญ่รวมถึงสำนักงานเราเป็นราคาเฉพาะดำเนินคดีในศาลชั้นต้นครับ หากมีการอุทธรณ์ ฎีกา หรือบังคับคดีจะคิดเพิ่มอีกต่างหากครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ค่าจ้างว่าความของสำนักงานเราไม่ได้คิดจากทุนทรัพย์แต่คิดจากความยากง่ายของคดีครับ เช่น ถ้าฟ้องเรื่องเช็ค เราจะดูว่ามีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอะไรบ้าง ไม่ได้ดูเช็คนั้นมูลค่าเท่าไร ดังนั้น ถ้าฟ้องเช็คมูลค่า หนึ่งแสน หรือ สิบล้านบาท เราจึงคิดราคาไม่แตกต่างกันหากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานครบถ้วนไม่ต่างกันครับ ปกติแล้วสำนักงานเราจะเสนอราคาออกมาให้ลูกความเลือกใน 2 รูปแบบดังนี้ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">1 เหมาเป็นก้อนเดียวทั้งคดี ซึ่งสามารถทยอยจ่ายทีละงวดโดยงวดแรกจ่ายก่อนเริ่มคดี งวดที่สองจ่ายก่อนสืบพยานนัดแรกและงวดสุดท้ายก่อนสืบพยานนัดสุดท้ายครับ แต่ละงวดจะจ่ายเท่าไรนั้นแล้วแต่ตกลงกันครับ หรือในแบบที่สอง</p>



<p class="has-medium-font-size">2 จ้างเป็นครั้งแบ่งเป็นสองส่วน โดยจ่ายเป็น ค่าเขียนคำคู่ความ เช่น คำร้อง คำฟ้อง คำให้การ จ่ายก่องเริ่มงานทั้งก้อน โดยค่าเขียนคำคู่ความนี้มักจะขึ้นกับความยากง่ายของแต่ละคดีเช่นกันครับ เมื่อยื่นคำคู่ความแล้วถือว่าเสร็จงานในส่วนแรก และส่วนที่สองเป็นค่าขึ้นศาลซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเป็นศาลที่ใด ในกรุงเทพหรือต่างจังหวัด โดยการคิดค่าบริการส่วนนี้จะคิดต่อการขึ้นศาลต่อครั้งแยกออกมาครับ หากเลือกแบบนี้เราจะต้องจ่ายไปเรื่อย ๆจนกว่าสืบพยานนัดสุดท้ายเสร็จครับ ซึ่งโดยทั่วไปเราสามารถประเมินได้คร่าวๆเท่านั้นว่าจะต้องขึ้นศาลกี่นัด ส่วนในการจะเลือกแบบใดอยู่ที่ตัวความครับว่าแบบใหนเหมาะสมกับตนเองมากที่สุดครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ค่าใช้จ่ายทั้งสองกรณี ไม่รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ  เช่นค่าคัดถ่ายเอกสาร ค่าส่งคำคู่ความ ค่าฤชาธรรมเนียม หรือค่าธรรมเนียมอื่นในศาลครับ ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ชำระที่ศาลครับซึ่งคิดตามที่ได้จ่ายจริง โดยที่ค่าฤชาธรรมเนียมศาล หากเป็นคดีแพ่งทุนทรัพย์เกิน 300,000 บาท จะอยู่ที่ 2% ของทุนทรัพย์ แต่ถ้าต่ำกว่า 300,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมศาลไม่เกิน 1,000 บาท ค่าส่งคำคู่ความจะขึ้นอยู่กับศาลนั้นๆสามารถเช็คได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานศาลเขตนั้นๆครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">หากมีการเดินทางและต้องพักแรมที่ต่างจังหวัดก็จะมีค่าเดินทางและค่าโรงแรมที่พักคิดแยกต่างหาก โดยหากเป็นในเขตกรุงเทพมหานคร และนนทบุรี จะไม่มีค่าบริการในส่วนนี้ แต่หากเป็นจังหวัดอื่นนอกจากนี้คิดตามที่จ่ายจริง</p>



<p class="has-medium-font-size">หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนนี้สามารถเมล โทรศัพท์ หรือไลน์มาสอบถามได้ตลอดเวลา โดยในเมลควรแจ้งข้อเท็จจริงต่างๆประกอบโดยละเอียดเพื่อประเมินราคาด้วยครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ค่าจ้างทนายความกรณีเขียนคำฟ้องหรือคำแก้ อุทธรณ์ หรือฎีกา</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ขึ้นกับความซับซ้อนของแต่ละคดีครับ โดยจะจ่ายเป็นก้อนเดียวก่อนเริ่มงานครับ เพราะในชั้นนี้ไม่มีการสืบพยานอีกต่อไป การสู้คดีจะเป็นการนำเอกสารหลักฐานสำนวนที่ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นเสนอศาล โดยปกติมักจะมีราคาหลักหมื่นเป็นต้นไปครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ค่าจ้างตรวจ หรือร่าง/เขียนสัญญา</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ค้าจ้างทนายความมักจะเริ่มต้นที่ 5,000 บาทเป็นต้นไปขึ้นอยู่กับสัญญาว่าเป็นสัญญาอะไรครับ สัญญานี้เป็นส่วนที่สำคัญมากแต่มักจะไม่ค่อยมีคนให้ความสำคัญเท่าไรครับ เราเคยเขียนบทความให้โหลดสัญญาสำเร็จรูปฟรีไปแล้วในโพสเก่าๆครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังมองหาทนายความทุกท่านครับ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ฟ้องล้มละลาย กฎหมายและผลของการล้มละลาย</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9c/1440/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 05:49:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1440</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
กฎหมายล้มละลายและผลของการล้มละลาย เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ และผิดนัดในการชำระหนี้ ไม่ว่าลูกหนี้จะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล เจ้าหนี้มี สี่ ทางเลือกเพื่อที่จะให้ตนได้รับการชำระหนี้คือ             1 ปรับโครงสร้างหนี้            &#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9c/1440/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;ฟ้องล้มละลาย กฎหมายและผลของการล้มละลาย&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h1 class="wp-block-heading">กฎหมายล้มละลายและผลของการล้มละลาย</h1>



<p class="has-medium-font-size">เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ และผิดนัดในการชำระหนี้ ไม่ว่าลูกหนี้จะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล เจ้าหนี้มี สี่ ทางเลือกเพื่อที่จะให้ตนได้รับการชำระหนี้คือ</p>



<p class="has-medium-font-size">            1 ปรับโครงสร้างหนี้</p>



<p class="has-medium-font-size">            2 ฟ้องคดีแพ่ง</p>



<p class="has-medium-font-size">            3 ดำเนินการเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และ</p>



<p class="has-medium-font-size">            4 การดำเนินคดีล้มละลาย</p>



<h1 class="wp-block-heading">การล้มละลาย</h1>



<p class="has-medium-font-size">แม้ว่าจะมีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น จนอาจทำให้บุคคลไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติก็ตาม แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดเรื่องเหตุสุดวิสัยเป็นเหตุยกเว้นการดำเนินคดีล้มละลายแก่ลูกหนี้ได้แต่อย่างใด ทำให้การดำเนินคดีล้มละลายกับลูกหนี้นั้น เจ้าหนี้สามารถฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ต่อเมื่อลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและหนี้ต้องมีจำนวนที่แน่นอนไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระแล้วหรือไม่ก็ตาม แต่หนี้นั้นต้องไม่ใช่หนี้ที่ขาดอายุความ โดยกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าถ้าลูกหนี้นั้นเป็นบุคคลธรรมดา บุคคลนั้นต้องมีจำนวนหนี้มากกว่าทรัพย์สินไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท แต่หากเป็นนิติบุคคล นิติบุคคลนั้นต้องมีหนี้มากกว่าทรัพย์สินไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท จึงจะเข้าหลักเกณฑ์ของการมีหนี้สินล้มพ้นตัวตามกฎหมายล้มละลาย และเมื่อเจ้าหนี้ยื่นฟ้องล้มละลายแล้วเจ้าหนี้จะถอนคำฟ้องล้มละลายนั้นไม่ได้อีก การถอนฟ้องล้มละลายจะต้องขอศาลเท่านั้น ซึ่งการที่ศาลจะอนุญาตหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล กฎหมายไม่ได้บังคับให้ศาลต้องอนุญาตเสมอไป เพราะการฟ้องล้มละลายเป็นไปเพื่อผลประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทุกคนหากศาลพิจารณาแล้วว่าเมื่อถอนฟ้องไปแล้วจะไม่เป็นประโยชน์กับเจ้าหนี้รายอื่นศาลท่านก็อาจจะไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องคดีล้มละลายก็ได้ </p>



<p class="has-medium-font-size">เมื่อศาลได้รับคำฟ้องล้มละลายจากเจ้าหนี้และพิจารณาแล้วเห็นว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวครบตามองค์ประกอบของการล้มละลายดังกล่าวมาข้างต้น ศาลก็จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด</p>



<h2 class="wp-block-heading">ผลของการถูกพิทักษ์ทรัพย์ ในคดีล้มละลาย</h2>



<p class="has-medium-font-size">ภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ผลที่ตามมาคือลูกหนี้ที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์นั้นจะไม่สามารถกระทำการใดๆเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตนได้อีกต่อไป หน้าที่ทั้งหมดในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้เจ้าพนักงานพิทักทรัพย์จะเป็นผู้จัดการทั้งหมด ดังนั้นหลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็กขาด ลูกหนี้จะไปกระทำนิติกรรมใดๆก็จะตกเป็นโมฆะหมดโดยกฎหมายจะไม่สนใจว่าคู่กรณีอีกฝ่ายจะรู้หรือไม่ว่าลูกหนี้คนนั้นถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์หรือไม่</p>



<p class="has-medium-font-size">หน้าที่ของเจ้าหนี้ทุกรายภายหลังจากที่ลูกหนี้ของตนถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ในกรณีที่เป็นหนี้เงินเจ้าหนี้ทุกรายต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันที่มีการโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็กขาด แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถขยายกำหนดเวลาให้ยื่นคำร้องไปอีกได้ไม่เกิน 2 เดือน ซึ่งถ้าเจ้าหนี้ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในระยะเวลากำหนด จะทำให้เจ้าหนี้ผู้นั้นหมดสิทธิในการขอรับชำระหนี้ และหลังจากคดีล้มละลายสิ้นสุดลูกหนี้ก็จะหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวง ซึ่งในกรณีที่เจ้าหนี้ยื่นไม่ทันภายในกำหนดเนื่องมาจากมีเหตุสุดวิสัย เช่น เจ้าหนี้ต่างประเทศไม่สามารถเข้าประเทศได้เพราะการปิดประเทศ เจ้าหนี้อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลว่าเจ้าหนี้ประสงค์จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ และแสดงถึงเหตุสุดวิสัยที่ตนไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ทันภายในกำหนดเวลา หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีเป็นเหตุสุดวิสัยและมีเหตุผลอันสมควรที่จะให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ศาลอาจมีคำสั่งให้เจ้าหนี้รายนั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด อย่างไรก็ตามเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เฉพาะทรัพย์สินที่มีอยู่ภายหลังการแบ่งทรัพย์สินก่อนที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ และไม่กระทบถึงการใดที่ศาลเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว</p>



<p></p>



<p class="has-medium-font-size">หากศาลได้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว และลูกหนี้ขอประนอมหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็จะทำการเรียกประชุมเจ้าหนี้โดยเร็วที่สุด เพื่อปรึกษากับที่ประชุมเจ้าหนี้ว่าจะควรยอมรับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้หรือควรขอให้ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ รวมถึงปรึกษาถึงวิธีที่จะจัดการทรัพย์สินของลูกนี้ว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป ซึ่งเจ้าหนี้อาจพิจารณาและมีมติให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามที่ลูกหนี้ขอประนอมหนี้และไม่ขอให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ได้ แต่อย่างไรก็ดีมติดังกล่าวจะยังไม่ผูกมันเจ้าหนี้ทั้งหลายจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วย ศาลอาจมีคำสั่งเห็นชอบในการประนอมหนี้ได้เพราะหากศาลยังไม่สั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายในกรณีนิติบุคคลก็ยังไม่เลิกกันทันทีโดยผลของกฎหมาย บางกรณีเจ้าหนี้อาจได้รับชำระหนี้อย่างครบถ้วนมากกว่าปล่อยให้บริษัทเลิกกัน และเมื่อศาลเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้แล้ว คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็เป็นการยกเลิกไปในตัว เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ได้ครบถ้วนตามสัญญาประนอมหนี้ลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นในหนี้ทั้งปวง แต่อย่างไรก็ดีหากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ตกลงกันไว้ในการชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจรายงานหรือเจ้าหนี้คนใดจะมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลให้ศาลมีคำสั่งให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ ศาลอาจสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายได้หากลูกหนี้ไม่มีเหตุผลอันสมควรในการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนอมหนี้ แต่การยกเลิกการประนอมหนี้นั้นจะไม่มีผลกระทบกับกิจการใดๆที่ได้ทำไปแล้วในการประนอมหนี้ ซึ่งในสถานการณ์โควิท 19 ในปัจจุบันอาจใช้เป็นเหตุผลในการผ่อนผันการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมได้ซึ่งลูกหนี้คงต้องทำการเจรจาขอผ่อนผันการชำระหนี้กับเจ้าหนี้แหละพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เนื่องจากเหตุสุดวิสัยนี้ก็ได้</p>



<p class="has-medium-font-size">ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งล้มลายแล้ว ลูกหนี้จะเสนอคำขอประนอมหนี้ได้เช่นกัน แต่การประนอมหนี้นี้ไม่เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เลื่อนหรืองดการจำหน่ายทรัพย์สิน เว้นแต่ถ้ามีเหตุอันควรที่อาจเป็นประโยชน์แก่การขอประนอมหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจเลื่อนหรืองดการจำหน่ายทรัพย์สินได้ และถ้าศาลเห็นชอบด้วยกับการขอประนอมหนี้ ศาลจะมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายและจะสั่งให้ลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนหรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ ซึ่งหากลูกหนี้อยากหลุดพ้นจากการล้มละลายก่อนกำหนด 3 ปีลูกหนี้สามารถใช้วิธีตามที่กล่าวมานี้ได้</p>



<h2 class="wp-block-heading">ผลของการถูกปลดจากการล้มละลาย</h2>



<p class="has-medium-font-size">ผลหลังจากการปลดจากล้มละลาย หากเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งศาลพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว บุคคลนั้นจะถูกปลดจากล้มละลายทันทีที่พ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ศาลได้พิพาษาให้ล้มละลาย และคำสั่งปลดจากล้มละลายจะทำให้บุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้ทันที ทำให้เจ้าหนี้หากภายในระหว่างระยะเวลา 3 ปี ถ้าเจ้าหนี้ได้รับทรัพย์สินจากลูกหนี้ไม่ครบเต็มตามจำนวนหนี้ เจ้าหนี้ก็จะต้องแบบรับความเสียหายที่เกิดจากการได้รับชำระหนี้ไม่เต็มจำนวน โดยไม่สามารถเรียกร้องเอาแก่ลูกหนี้ได้อีกต่อไป กรณีลูกหนี้ที่เป็นนิติบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เมื่อนิติบุคคลนั้นล้มละลาย นิติบุคคลนั้นเป็นอันเลิกกันทันทีโดยผลของกฎหมายเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของนิติบุคคลที่เหลืออยู่เท่านั้น จะเห็นได้ว่า การดำเนินคดีล้มละลายจึงมักจะใช้เป็นมาตรการสุดท้ายของเจ้าหนี้เพื่อที่จะให้ได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้นั่นเอง</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตัวอย่างสัญญาสำเร็จรูปดาวน์โหลดฟรี และค่าบริการในการตรวจ ร่างสัญญา</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b/1438/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 05:45:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1438</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
สมัยก่อนเรียนกฎหมาย ที่ออฟฟิตเก่าเวลาตกลงงานมักจะให้ลูกค้าเซ็นต์สัญญาก่อนเสมอ ที่มาของสัญญาก็โหลดมาจากอินเตอร์เน็ตนั่นแหละเพราะจ้างทนายร่างมันแพงสมัยนั้นก็คิดว่าจะต้องจ้างทำไม โหลดอินเตอร์เน็ตเอาก็ได้นี่นาไม่เคยเห็นถึงความสำคัญของสัญญา เมื่อมีโอกาสได้ทำงานสายกฎหมาย ทำให้เห็นว่าสัญญานั้นสำคัญมาก บางทีแพ้ชนะอยู่ที่ถ้อยคำในสัญญานี่แหละ ความรัดกุมของสัญญาที่เขียน หรือแม้กระทั่งข้อกฎหมายซึ่งซ่อนอยู่ในข้อความที่เขียนในสัญญาที่ถ้าอ่านผ่านๆแล้วจะทำให้เราไม่รู้ว่าข้อความนี้มีผลทางกฎหมาย แนวทางการร่างสัญญาแต่ละฉบับ เมื่อได้รับข้อมูลในการร่างสัญญามาจากลูกความแล้ว สิ่งที่ทนายทำอันดับแรกก่อนที่จะเริ่มร่างสัญญานั่นคือดูข้อกฎหมายทุกฉบับรวมถึงหนังสือและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อนครับ แล้วจึงเริ่มร่างสัญญาขึ้นมา หลังจากร่าวเสร็จก็ต้องทวนแล้วทวนอีกว่าจะมีผลอย่างไรบ้างควรเพิ่มอะไรควรตัดตรงไหน ตรงนี้เป็นเรื่องปกติที่ทนายทุกคนและทุกที่ทำเป็นอย่างน้อย ตรวจสัญญาก็เช่นกันครับ จะมีความซับซ้อนคนละแบบ เมื่อเราได้ข้อมูลและตัวสัญญาจากลูกความแล้วก็จะทำการเช็คข้อกฎหมายรวมถึงแนวคำพิพากษาฎีกาเพื่อ ข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบ ตรงไหนบังคับใช้ได้ บังคับใช้ไม่ได้ การตรวจนั้นจึงต้องเช็คทุกคำพูดทุกตัวอักษรครับ ทำไมจึงต้องเช็คทั้งหลักกฎหมายและคำพิพากษาฎีกาทุกครั้งก่อนร่างสัญญา?&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b/1438/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;ตัวอย่างสัญญาสำเร็จรูปดาวน์โหลดฟรี และค่าบริการในการตรวจ ร่างสัญญา&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-medium-font-size">สมัยก่อนเรียนกฎหมาย ที่ออฟฟิตเก่าเวลาตกลงงานมักจะให้ลูกค้าเซ็นต์สัญญาก่อนเสมอ ที่มาของสัญญาก็โหลดมาจากอินเตอร์เน็ตนั่นแหละเพราะจ้างทนายร่างมันแพงสมัยนั้นก็คิดว่าจะต้องจ้างทำไม โหลดอินเตอร์เน็ตเอาก็ได้นี่นาไม่เคยเห็นถึงความสำคัญของสัญญา เมื่อมีโอกาสได้ทำงานสายกฎหมาย ทำให้เห็นว่าสัญญานั้นสำคัญมาก บางทีแพ้ชนะอยู่ที่ถ้อยคำในสัญญานี่แหละ ความรัดกุมของสัญญาที่เขียน หรือแม้กระทั่งข้อกฎหมายซึ่งซ่อนอยู่ในข้อความที่เขียนในสัญญาที่ถ้าอ่านผ่านๆแล้วจะทำให้เราไม่รู้ว่าข้อความนี้มีผลทางกฎหมาย</p>



<p class="has-medium-font-size">แนวทางการร่างสัญญาแต่ละฉบับ เมื่อได้รับข้อมูลในการร่างสัญญามาจากลูกความแล้ว สิ่งที่ทนายทำอันดับแรกก่อนที่จะเริ่มร่างสัญญานั่นคือดูข้อกฎหมายทุกฉบับรวมถึงหนังสือและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อนครับ แล้วจึงเริ่มร่างสัญญาขึ้นมา หลังจากร่าวเสร็จก็ต้องทวนแล้วทวนอีกว่าจะมีผลอย่างไรบ้างควรเพิ่มอะไรควรตัดตรงไหน ตรงนี้เป็นเรื่องปกติที่ทนายทุกคนและทุกที่ทำเป็นอย่างน้อย</p>



<p class="has-medium-font-size">ตรวจสัญญาก็เช่นกันครับ จะมีความซับซ้อนคนละแบบ เมื่อเราได้ข้อมูลและตัวสัญญาจากลูกความแล้วก็จะทำการเช็คข้อกฎหมายรวมถึงแนวคำพิพากษาฎีกาเพื่อ ข้อได้เปรียบ ข้อเสียเปรียบ ตรงไหนบังคับใช้ได้ บังคับใช้ไม่ได้ การตรวจนั้นจึงต้องเช็คทุกคำพูดทุกตัวอักษรครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="ทำไมจ-งต-องเช-คท-งหล-กกฎหมายและคำพ-พากษาฎ-กาท-กคร-งก-อนร-างส-ญญา">ทำไมจึงต้องเช็คทั้งหลักกฎหมายและคำพิพากษาฎีกาทุกครั้งก่อนร่างสัญญา?</h2>



<p class="has-medium-font-size">เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเราอธิบายโดยการยกตัวอย่างครับ ขอยกตัวอย่างเช่น สัญญาเช่า สัญญาเช่านั้นถือเอาคุณสมบัติของผู้เช่าเป็นสาระสำคัญ ปกติแล้วการเช่าช่วงเราจะเขียนในสัญญาว่าให้มีการเช่าช่วงได้ถึงจะสามารถเช่าช่วงได้ การไม่เขียนอนุญาตว่าให้เช่าช่วงได้ในสัญญาตามหลักกฎหมายแล้วหากมีการเช่าช่วงจะถือเป็นการผิดสัญญาทำให้ผู้ให้เช่าสามารถใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ตามหลักกฎหมายนี้นั้นเนื่องมาจากว่าสัญญาเช่าถือเอาคุณสมบัติของผู้เช่าเป็นสาระสำคัญนั่นเองการเอาไปให้ผู้อื่นเช่าต่อจึงไม่สามารถทำได้ การร่างสัญญานั้นบางครั้งจะมีการซ่อนข้อกำหนดบางอย่างไว้ทำให้บุคคลทั่วไปยากที่จะรู้ได้เช่น หากสัญญากำหนดว่า สัญญาเช่านี้ไม่ให้ถือเอาสัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เช่นนี้ก็เป็นการอนุญาตให้เช่าช่วงได้โดยที่ไม่มีคำว่าอนุญาตให้เช่าช่วงในสัญญานั้นเลย หากผู้เช่านำทรัพย์ที่เช่าไปให้เช่าช่วงผู้ให้เช่าจะไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยเหตุนี้ครับ (มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ณ ปัจจุบันยังไม่มีการกลับแนวฎีกานี้ทำให้การเขียนข้อความดังกล่าวเสมือนเป็นการอนุญาตให้เช่าช่วงได้อยู่)</p>



<p class="has-medium-font-size">อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ หากสัญญาเช่ากำหนดไว้ว่าหากผู้เช่าต่อเติมดัดแปลงทรัพย์ใดๆกับทรัพย์สินที่เช่า ให้การต่อเติมนั้นตกเป็นของผู้ให้เช่าเมื่อสิ้นสุดสัญญา หากอ่านผ่าน ๆ ก็จะไม่เห็นความสำคัญอะไรทำให้เข้าใจว่าอะไรที่ต่อเติมนั้นก็ตกเป็นของผู้ให้เช่าหมด แต่ก็มีแนวคำพิพากษาฎีกาที่ยังไม่มีการหลับซึ่งตัดสินไว้ว่าการต่อเติมนั้นเฉพาะทรัพย์ที่จะทำให้เป็นส่วนควบแม้มีข้อตกลงดังกล่าวในสัญญาเช่าก็ตามก็ไม่ได้ทำให้ทรัพย์นั้นตกเป็นของผู้ให้เช่าได้ตามสัญญา</p>



<p class="has-medium-font-size">จากตัวอย่างทั้งสองจึงเห็นได้ว่าในการร่างสัญญาเหตุใดทนายหรือนักกฎหมายทุกท่านจำเป็นที่จะต้องเช็คทั้งหลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาฎีกาทั้งหมดก่อนร่างสัญญาทุกครั้งครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="สำน-กงานเราร-บร-างหร-อตรวจส-ญญาหร-อไม">สำนักงานเรารับร่างหรือตรวจสัญญาหรือไม่?</h2>



<p class="has-medium-font-size">รับครับ การร่างสัญญาต่อ 1 ฉบับของเราหลังจากได้รับข้อมูลแล้วเนื่องจากเป็นงานแฮนด์เมดทำใหม่ทุกฉบับจึงจะใช้เวลาอย่างน้อย 4 &#8211; 5 วันขึ้นไปครับ ในเรื่องการตรวจสัญญาก็เช่นกันเราจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 &#8211; 5 วันขึ้นไปครับ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและปริมาณว่ามีมากน้อยเพียงใด เมื่อเราร่างสัญญาหรือตรวจสัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากเป็นการร่างสัญญาเราจะทำการอธิบายความมุ่งหมายและหลักกฎหมายของสัญญาที่เราได้ทำขึ้นในแต่ละข้อให้กับลูกความเราฟังครับเพราะเราคิดว่าผู้ที่ใช้สัญญาควรที่จะรู้ว่าสัญญาที่ใช้นั้นมีลักษณะเป็นอย่างไรเสียก่อนเพื่อให้หากมีการเจรจาต่อรองเกิดขึ้นจะได้รู้ถึงแนวทางในการใช้ที่ดีครับ ในส่วนของการตรวจสัญญานั้นเราจะทำเป็นคอมเมนท์ไว้ในแต่ละจุดในสัญญาให้ลูกความดูก่อนว่ามีจุดที่ต้องคำนึงถึงมีอยู่ในจุดใดบ้าง จากนั้นจึงจะทำการแก้ไขจนสัญญาเสร็จสมบูรณ์ส่งให้กับลูกความครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="สำน-กงานค-ดค-าตรวจ-หร-อ-ร-างส-ญญา-เท-าไร">สำนักงานคิดค่าตรวจ หรือ ร่างสัญญา เท่าไร?</h2>



<p class="has-medium-font-size">ขั้นต่ำเริ่มต้นที่ฉบับละ 5,000 บาท ขึ้นกับเนื้อหาความยากง่ายและปริมาณของในแต่ละสัญญาครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="จำเป-นหร-อไม-ท-จะต-องจ-างทนายความเพ-อทำส-ญญา">จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องจ้างทนายความเพื่อทำสัญญา?</h2>



<p class="has-medium-font-size">ไม่จำเป็นเสมอไปครับ หากสัญญาที่จะทำนั้นไม่มีความซับซ้อน และท่านทำสัญญาด้วยความสุจริตทั้งสองฝ่าย ปัจจุบันมีสัญญาสำเร็จรูปให้ดาวน์โหลดมากมายซึ่งสามารถนำมาใช้ได้เช่นกันครับซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะเขียนสัญญาไว้กลางๆตามหลักกฎหมายครับ การร่างสัญญาโดยทนายความหรือนักกฎหมายนั้นจะมีประโยชน์ในการคุ้มครองรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของผู้ทำสัญญาได้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปเพราะสัญญาที่ได้ทำขึ้นจะเฉพาะเจาะจงกับสัญญาหรือนิติกรรมที่ท่านกำลังจะทำนั้น การสั่งตัดชุดโดยวัดขนาดของผู้ที่จะสวมใส่ ชุดที่ได้จะเหมาะพอดีกับตัวของผู้ตัดมากกว่าชุดสำเร็จรูปที่ทำมากลาง ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชุดสำเร็จรูปจะใส่ได้ไม่สวยใช่ไหมครับ การว่าจ้างให้ทำสัญญาก็เช่นเดียวกันครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="ส-ญญาสำเร-จร-ปฟร-ให-ดาวน-โหลดฟร">สัญญาสำเร็จรูปฟรีให้ดาวน์โหลดฟรี</h2>



<p class="has-medium-font-size">ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันการค้นหาข้อมูลต่างๆเป็นไปได้ง่ายบางทีสัญญาบางประเภทที่ไม่ซับซ้อนมากนักจึงสามารถหาโหลดได้ทั่วไป โพสนี้จึงลงไว้หนึ่งแหล่งที่มักแนะนำลูกความให้ไปดูก่อนเสมอว่ามีในนี้หรือเปล่า ถ้ามีโหลดมาใช้ได้เลย ไม่ต้องจ้าง การมาจ้างถ้าจะให้เปรียบก็เหมือนการซื้อเสื้อผ้าใส่ ถ้ามีที่สำเร็จอยู่แล้วพอใจก็ใช้อันนั้นแต่ถ้าจ้างตัดเฉพาะตัวราคาก็อาจจะแพงกว่าทั่วไปเป็นธรรมดา อย่างไรก็ดีอยากแนะนำไว้ก่อนตัดสินใจ สัญญาอาจเสียหลักพักถึงหมื่น แต่ค่าทนายความในการฟ้องคดีหลักหมื่นถึงแสนขึ้นไปแน่นอน แถมแพ้ชนะก็อาจจะอยู่ที่สัญญาหลักพันถึงหมื่นนี่แหนะ ดังนั้นก่อนตัดสินใจทุกคร้ังควรคำนึงเสมอว่าถ้ามีคดีตัวสัญญาที่เราใช้นั้นจะมีประโยชน์ต่อเรามากน้อยแค่ใหนลิงค์สัญญาสำเร็จรูปมีสัญญาต่างๆจากเว็บไซท์ของสำนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬดังนี้ <a href="http://www.bk.ago.go.th/joomla/2013-05-26-12-56-17/2013-05-27-16-43-42/96-2013-05-28-06-19-32?fbclid=IwAR2XzEDaOXwl-DX5XU4ie8YsZfWMrbpjCAFR5pXKtQfjyC4TwBlTlNNh2cw" target="_blank" rel="noreferrer noopener nofollow"><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-vivid-cyan-blue-color">คลิกที่นี่</mark></a></p>



<p class="has-medium-font-size">แบบพิมพ์ศาล <a href="https://www.coj.go.th/th/content/category/articles/id/6/cid/21" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ดาวน์โหลดฟรี</a></p>



<figure class="wp-block-table aligncenter is-style-stripes"><table class="has-background" style="background-color:#f3f4f5"><tbody><tr><td><strong><span class="has-inline-color has-black-color">สัญญากู้ยืมเงิน</span></strong></td><td><strong><span class="has-inline-color has-black-color">สัญญาขายฝาก</span></strong></td></tr><tr><td>–&nbsp;&nbsp;&nbsp;สัญญากู้ยืมเงิน(จดทะเบียนจำนองทรัพย์สิน<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นประกัน)<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญากู้ยืมเงิน(มีบุคคลค้ำประกัน)<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญากู้ยืมเงิน(มีทรัพย์สินวางเป็นประกัน)<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญากู้ยืมเงินทั่วไป(แบบไม่มีหลักประกัน)</td><td>–&nbsp;&nbsp;สัญญาขายฝาก(แบบที่&nbsp;1)<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาขายฝาก(แบบที่&nbsp;2)<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาขายฝาก(แบบที่&nbsp;3)<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาขายฝาก(แบบที่&nbsp;4)<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาขายฝาก(แบบที่&nbsp;5)</td></tr><tr><td><strong><span class="has-inline-color has-black-color">สัญญาซื้อขาย</span></strong></td><td><strong><span class="has-inline-color has-black-color">สัญญาจะซื้อจะขาย</span></strong></td></tr><tr><td>–&nbsp;&nbsp;สัญญาซื้อขายและวางเงินมัดจำแบบทั่วไป<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาซื้อขายลดตั๋วเงิน<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาซื้อขายรถยนต์<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาซื้อขาย(แบบที่&nbsp;1)<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาซื้อขาย(แบบที่&nbsp;2)</td><td>–&nbsp;&nbsp;สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน(ตามรังวัดได้จริง)<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน(เหมายกแปลง)<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน(น.ส.&nbsp;3&nbsp;ก)<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง(ฉบับผู้จะขาย)&nbsp;</td></tr><tr><td><strong><span class="has-inline-color has-black-color">สัญญาค้ำประกัน</span></strong></td><td><strong><span class="has-inline-color has-black-color">สัญญาเช่า</span></strong></td></tr><tr><td>–&nbsp;&nbsp;หนังสือค้ำประกัน<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาค้ำประกันเงินกู้<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาค้ำประกันการแลกเช็ค<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาค้ำประกันบุคคลทำงาน<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาค้ำประกันการทำงานของลูกจ้าง<br>–&nbsp;&nbsp;หนังสือสัญญาค้ำประกันจะซื้อจะขายหรือวางมัดจำ&nbsp;</td><td>–&nbsp;&nbsp;สัญญาเช่าที่ดิน<br>–&nbsp;&nbsp;หนังสือสัญญาเช่าที่ดิน<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาให้เช่าที่ดินระยะยาว<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาเช่าบ้าน<br>–&nbsp;&nbsp;หนังสือสัญญาเช่า<br>–&nbsp;&nbsp;หนังสือสัญญาเช่าตึกแถว<br>–&nbsp;&nbsp;หนังสือสัญญาเช่ารถยนต์<br>–&nbsp;&nbsp;หนังสือสัญญาเช่าซื้อ</td></tr><tr><td><strong><span class="has-inline-color has-black-color">หนังสือมอบอำนาจ</span></strong></td><td><strong><span class="has-inline-color has-black-color">หนังสืออื่นๆ</span></strong></td></tr><tr><td>–&nbsp;&nbsp;หนังสือมอบอำนาจทั่วไป<br>–&nbsp;&nbsp;หนังสือมอบอำนาจ(แบบที่&nbsp;1)<br>–&nbsp;&nbsp;หนังสือมอบอำนาจ(แบบที่&nbsp;2)<br>–&nbsp;&nbsp;หนังสือมอบอำนาจ(แบบที่&nbsp;3)&nbsp;</td><td>–&nbsp;&nbsp;หนังสือยินยอมของคู่สมรส(แบบที่&nbsp;1)<br>–&nbsp;&nbsp;หนังสือสัญญาของคู่สมรส(แบบที่&nbsp;2)<br>&nbsp;–&nbsp;&nbsp;บันทึกรับสภาพหนี้<br>–&nbsp;&nbsp;หนังสือบอกเลิกสัญญา<br>–&nbsp;&nbsp;สัญญาประนีประนอมยอมความ<br>–&nbsp;&nbsp;หนังสือแจ้งให้ชำระหนี้</td></tr></tbody></table></figure>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Consequences of divorce.</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2-2/1435/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 05:42:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1435</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
This article will continue from the previous one, following the aftermath of&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2-2/1435/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;Consequences of divorce.&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-large-font-size">This article will continue from the previous one, following the aftermath of <a href="https://itthigorn.com/?p=296">divorce</a>. Besides the termination of the marital relationship, there are other consequences that need to be considered before making the decision to divorce. These include :</p>



<h1 class="wp-block-heading has-large-font-size">Divorce by mutual consent.</h1>



<p class="has-large-font-size">Divorce by mutual consent will take effect from the time of registering the divorce. Property division will be handled according to what exists at the time of registration, not at the time of agreement to divorce because at the time of the agreement, the couple is still legally married. If there is no prior agreement on how to divide the property, the law mandates an equal division.</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">The consequences for children after divorce.</h2>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">Custody of children</h2>



<p class="has-large-font-size">The law stipulates that married couples can agree on who will have custody of which child by making a written agreement specifying the custodial parent(s). However, if there is no prior agreement or an agreement cannot be reached, the court must decide, considering the best interests of the child. Even if an agreement has been made or the court has decided, if circumstances change later on, the court has the power to change the custodial parent, prioritizing the happiness and welfare of the child. In case of such changes, the matter can be brought before the court either through a lawsuit or a petition for modification, with or without dispute. The change of custodial parent can only be granted by the court, even if initially it resulted from an agreement or a court order. Once registered alongside the divorce decree, any subsequent desire to change the custodial parent requires a court petition, as agreements alone are not sufficient.</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">Childcare or child custody.</h2>



<p class="has-large-font-size">Even if one party, such as the mother, is the primary caregiver and has custody, the other party, whether it be the father or the non-custodial parent, still has a legal obligation to contribute to childcare expenses. The law grants the child the right to claim childcare expenses from both parents.</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">Visitation rights or access rights to children.</h2>



<p class="has-large-font-size">The parental status does not terminate along with the divorce. Therefore, the non-custodial parent, typically the mother, has the right to contact their child as deemed appropriate given the circumstances. The other party cannot prevent contact without justifiable reasons. Since the right to contact the child stems from the family relationship, grandparents, uncles, aunts, or other close relatives also have the right to contact their grandchildren.</p>



<h1 class="wp-block-heading has-large-font-size">The consequences of divorce by court judgment.</h1>



<p class="has-large-font-size">The consequences of divorce by court judgment take effect from the time the judgment is finalized. However, if the spouses wish to present the divorce to external parties, they must go through the process of registering the divorce. According to Section 16 of the Family Registration Act B.E. 2478, it is not necessary for both spouses to go in person; one party can submit a certified copy of the final judgment to the registrar and request the registrar to record the divorce in the register. The choice of title can be made according to personal preference, as stipulated in Section 6 of the Title Act B.E. 2551.</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">The financial consequences.</h2>



<p class="has-large-font-size">The division of marital property and debt will be based on the assets and liabilities existing up to the date of filing for divorce.</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">Compensation</h2>



<p class="has-large-font-size">If the cause of the divorce is due to the fault of one spouse, and the divorce leaves the other spouse financially disadvantaged because they do not have sufficient income from property or from employment they had during the marriage, the disadvantaged spouse may request alimony. The court can determine the amount of alimony based on the ability of the payer and the needs of the recipient. Alimony payments are a form of compensation for the wrongdoing of the spouse at fault.</p>



<h2 class="wp-block-heading">Alimony</h2>



<p class="has-large-font-size">If the reason for the divorce is the fault of one spouse, and this divorce leads the other spouse to suffer financial hardship because they lack sufficient income from assets or from employment they had during the marriage, the disadvantaged spouse may request alimony. The court can determine the amount of alimony based on the ability of the payer and the needs of the recipient. This alimony payment serves as a form of penalty against the spouse at fault.</p>



<p class="has-large-font-size">And if the divorce is due to circumstances beyond control or due to a severe infectious disease, the other spouse must provide alimony to the spouse affected by the circumstances or the infectious disease. This alimony payment is based on ethical principles.</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">The impact on children after divorce.</h2>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">Parental authority</h2>



<p class="has-large-font-size">The court will be the one to decide, considering the welfare of the child as paramount without necessarily considering the outcome of the case. This is because, according to the law, even though one spouse may be at fault, they could still be a capable parent. The court can make decisions even if not requested by the plaintiff, and it&#8217;s not considered excessive adjudication beyond the request. Similarly to divorce by mutual consent, if circumstances change, the court may change the custodial parent, either through a lawsuit or a petition.</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">Child custody and support</h2>



<p class="has-large-font-size">The law mandates that the court determines which party is responsible for providing child custody and support, as well as the amount. Even if not requested by the plaintiff, the court can issue a judgment within the scope of the request. Additionally, even if parental authority is revoked, it does not release the parent from the responsibility of child support. Child support can be paid in monetary form or in other forms. The right to receive child support cannot be waived or transferred, and it is not subject to enforcement proceedings.</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">Visitation rights</h2>



<p class="has-large-font-size">It&#8217;s the same as with divorce by mutual consent. That is, the spouse who is not the custodial parent can rightfully maintain contact with their child according to the circumstances. The other party cannot prevent contact without justifiable reasons. Since the right to contact the child stems from the family relationship, grandparents, uncles, aunts, or other close relatives also have the right to contact their grandchildren.</p>



<p class="has-medium-font-size"><a href="https://itthigorn.com/news/">Read other articles.</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Divorce and Reasons for Filing for Divorce</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9f-2/1433/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 05:37:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1433</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
This article will discuss the process of filing for divorce and the&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9f-2/1433/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;Divorce and Reasons for Filing for Divorce&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-large-font-size">This article will discuss the process of filing for divorce and the reasons for doing so.</p>



<p class="has-large-font-size">In Thailand, The act of divorce can be done in two ways: divorce by mutual consent and divorce by court judgment. Each method has its own specific details, as follows:</p>



<h1 class="wp-block-heading has-large-font-size">Divorce by mutual consent</h1>



<p class="has-large-font-size">It is the termination of the marital relationship by mutual agreement, which is the best way to separate. The law does not impose complex conditions for divorce through this method; it simply requires the agreement to be in writing and signed by at least two witnesses. Afterward, this agreement is registered, completing the divorce according to the law. This written agreement can be made anywhere. However, if one party refuses to register the divorce, the other party can bring the case to court to enforce the divorce agreement. The statute of limitations for filing a lawsuit based on the divorce agreement is 10 years from the date both parties record the divorce agreement.</p>



<h1 class="wp-block-heading has-large-font-size">Divorce by legal decree</h1>



<p class="has-large-font-size">It is divorce initiated by citing reasons as stipulated by the law to file a case in court. The court is requested to issue a judgment for divorce, allowing the couple to legally separate. The reasons for filing for divorce in this manner can vary.</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">The reasons for divorce arising from the fault of the spouse are divided into:</h2>



<p class="has-large-font-size"><strong>1. The husband or wife has supported, praised, or glorified another person, or has become a concubine, or maintained a concubine, or has committed adultery with another person.</strong></p>



<p class="has-large-font-size">Supporting, such as when one spouse takes responsibility for the expenses of another person&#8217;s livelihood, buys a house for them to live in, or provides monthly financial support in a continuous and enduring manner similar to that of a spouse. If it is support provided in any other capacity, this reason cannot be cited for divorce. Once the court has granted the divorce, the party who provided support is entitled to claim support expenses from the other party, including those who received or witnessed the support.</p>



<p class="has-large-font-size">A concubine or maintaining a concubine refers to a person who cohabits with a spouse who already has a husband or wife. Whether someone is considered a concubine or is maintaining a concubine, it must be considered whether the other spouse consents or acquiesces. If the other spouse consents or acquiesces, this reason cannot be used for filing for divorce.</p>



<p class="has-large-font-size">Engaging in adultery with another person differs from maintaining a concubine in that the other person is still single.</p>



<p class="has-large-font-size"><strong>2. The husband or wife behaves badly, regardless of whether such behavior constitutes a criminal offense.</strong></p>



<p class="has-large-font-size">If, due to the fault of the other party, one has been severely humiliated or insulted, or if, despite being the spouse of the party who continues to behave badly, it causes the other party to be despised or hated, or if, taking into account our joint circumstances and status, my spouse and I have considered it and if it continues to be my spouse in the future, it would cause undue harm or distress. These are all reasons for the other party who has not behaved badly to file for divorce, provided that they have not consented to or acquiesced to such misconduct.</p>



<p class="has-large-font-size"><strong>3. The husband or wife inflicts physical or mental harm or torment, insults, ridicules, or humiliates the other party or their immediate family, and constitutes severe harm.</strong></p>



<p class="has-large-font-size">If such actions are not severe, they cannot be used as grounds for divorce because it is common for spouses to have disagreements. Grounds for divorce under this point include actions against the immediate family of the other spouse as well. Harassment includes mental torment of the other party as well and must be considered on a case-by-case basis.</p>



<p class="has-large-font-size"><strong>4. The husband or wife intentionally deserts the other party for more than 1 year.</strong></p>



<p class="has-large-font-size">This abandonment must be intentional and deliberate, such as separating and residing elsewhere without the intention of returning to live together again, which is crucial. Even if support such as paying bills for utilities is still provided after the abandonment, this reason can still be used for filing for divorce.</p>



<p class="has-large-font-size"><strong>5. The husband or wife has been finally sentenced to imprisonment</strong> and has been imprisoned for more than 1 year for an offense for which the other party was not involved or did not consent to, <strong>acquiesce to, or was unaware of. Continuing to be married to each other would cause undue harm or distress to the other party.</strong></p>



<p class="has-large-font-size">If there is no undue harm or distress, such as being released from imprisonment and living together continuously for up to 5 years, this reason cannot be used for filing for divorce anymore.</p>



<p class="has-large-font-size"><strong>6. The husband or wife fails to provide proper support or care for the other party or behaves abusively towards each other as husband and wife.</strong></p>



<p class="has-large-font-size">This action must reach a level where the other party experiences undue distress, taking into account our joint circumstances and status as husband and wife. The law allows for divorce because it mandates the duty of spouses to support each other according to their means. If one party fails to provide support and causes undue distress to the other, the distressed party can claim support expenses. If this is unsuccessful, it can be used as grounds for divorce.</p>



<p class="has-large-font-size">Being abusive towards each other as husband and wife means behaving in a manner that spouses would not normally act towards each other, resulting in undue distress to the other party. For example, if a husband brings a gun and shoots at his wife, even if he misses, this would be grounds for divorce under this provision.</p>



<p class="has-large-font-size"><strong>7. The husband or wife commits adultery, resulting in a written record of misconduct.</strong></p>



<p class="has-large-font-size">It can be seen that this ground must be related to misconduct only. Using adultery as a ground for divorce is not permissible. This ground must be related to significant behavior or have an impact on living together. If there is no impact, such as breaking an agreement to cover one&#8217;s mouth when sneezing, it cannot be used as a ground for divorce. However, if it can be proven to be significant behavior and has a severe impact on the marital relationship, it is another case.</p>



<h1 class="wp-block-heading">The additional grounds for divorce in the criminal law compilation</h1>



<p class="has-large-font-size">In reality, divorce is a civil matter, but the Criminal Code, amended by the Criminal Code Amendment Act (No. 27) B.E. 2562, Section 4, published in the Royal Gazette on May 27, B.E. 2562, added provisions regarding sexual offenses. Section 276, paragraph four, stipulates that &#8216;if an offense under paragraph one (rape by compelling) is committed between spouses, and if the spouses still desire to live together, the court may impose a penalty less than that prescribed by law, or may impose conditions to control behavior instead of punishment. In cases where the court imposes imprisonment and one spouse does not wish to continue living together and desires divorce, that spouse shall notify the court, and the court shall instruct the public prosecutor to file for divorce.&#8217; This makes it a ground for divorce outside of civil and commercial codes, with the divorce process differing from usual cases. According to the law, the spouse wishing to divorce must inform the court, after which the court will instruct the prosecutor to file for divorce.</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size">Grounds for divorce that stem from causing the marital relationship to end or become unable to continue normally and happily.</h2>



<p class="has-large-font-size">It is a ground for divorce that arises from external factors, which the law deems to be of no benefit for the other spouse to endure further. Therefore, it gives the opportunity for the other spouse to file for divorce to start a new life together. Such reasons include:</p>



<p class="has-large-font-size"><strong>1. Husband and wife have voluntarily separated due to reasons that make it impossible for them to live together. They have lived apart happily for more than 3 years continuously, or have been separated according to a court order for more than 3 years.</strong></p>



<p class="has-large-font-size">The fact of separation based on mutual consent disregards whether it arises from severe circumstances necessitating separation or not. However, the separation must be voluntary and mutual for both parties in order to be used as grounds for divorce. If it is unilateral, it cannot be used as grounds for divorce. However, if the separation is based on a court order, there must be a reason that if the parties live together, it would pose a significant danger to their physical or mental health or cause severe emotional distress.</p>



<p class="has-large-font-size"><strong>2. Husband or wife is declared missing by the court, or has been absent from their domicile or habitual residence for more than 3 years without anyone knowing for certain how they met their demise.</strong></p>



<p class="has-large-font-size">The legal codes of civil and commercial law have stipulated conditions for being declared missing. However, even if the court declares someone missing, it does not automatically terminate the marriage because it is not a natural death that would terminate the marriage. Therefore, the cause of disappearance must be brought to court to petition for a divorce decree.</p>



<p class="has-large-font-size">Therefore, even if there is a genuine disappearance, as long as there is no divorce petition filed by either the husband or the wife, they still maintain their status as spouses. Conversely, if the court issues a divorce decree due to disappearance, even if the court later revokes the declaration of disappearance, it does not reinstate the husband or wife as spouses again.</p>



<p class="has-large-font-size">In the case where someone has been absent from their domicile or residence for more than 3 years without anyone knowing their whereabouts, it is possible to file for divorce without having to request the court to declare the missing spouse as disappeared beforehand. This is because to petition the court to declare someone as disappeared, there is a requirement that the absence has lasted for 5 years.</p>



<p class="has-large-font-size"><strong>3 If a spouse has had an abnormal mental condition for more than 3 years.</strong></p>



<p class="has-large-font-size">Such a mental disorder is difficult to cure, and the mental disorder must be to the extent that the spouses cannot continue living together.</p>



<p class="has-large-font-size"><strong>4 If the husband or wife has a severe communicable disease that may endanger the other party, and the disease is chronic and incurable.</strong></p>



<p class="has-large-font-size">Currently, it seems that only HIV/AIDS remains as the single disease that can be used as grounds for divorce.</p>



<p class="has-large-font-size"><strong>5 The husband or wife has a physical condition that prevents them from engaging in sexual intercourse for life.</strong></p>



<p class="has-large-font-size">If it&#8217;s a temporary condition, it won&#8217;t be a reason for divorce. The act that leads to the physical incapability to engage in sexual intercourse is not necessarily caused by the party seeking a divorce.</p>



<p class="has-large-font-size">All of the aforementioned are reasons stipulated by law that can be cited as grounds for divorce. If the divorce leads to financial hardship for one party, the guilty party must provide financial support to the other party. However, if the party entitled to file for divorce has demonstrated forgiveness, the right to file for divorce is forfeited.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หลอกขายของออนไลน์ โอนเงินซื้อสินค้าแต่ไม่ได้ของ ต้องการฟ้องร้องดำเนินคดีเองต้องทำอย่างไร?</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80-2/1431/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 05:29:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1431</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
ในปัจจุบันที่มีระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ไม่ยาก การซื้อขายออนไลน์นั้นเป็นช่องทางหนึ่งของทั้งผู้ประกอบการและผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าในการที่จะพบกันเพื่อติดต่อซื้อขายได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง แต่อย่างไรก็ดีปัญหาที่ตามมาก็คือเป็นช่องทางหนึ่งที่เหล่ามิจฉาชีพหาประโยชน์จากการซื้อขายสิ้นค้าออนไลน์นี้เช่นกัน ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น สั่งของแล้วได้ของไม่ตรงกับสินค้าที่สั่งซื้อ โอนเงินแล้วพ่อค้าแม่ค้าไม่จัดส่งสินค้าให้ ได้รับสินค้าชำรุด หลอกให้เซ็นต์รับพัสดุผิดกฎหมาย ตุ๋นขายแบบฟ่อนชำระ ส่งของแล้วลูกค้าปฏิเสธที่จะจ่ายเงิน โอนเงินเสร็จเจ้าของร้านหนีหาย&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80-2/1431/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;หลอกขายของออนไลน์ โอนเงินซื้อสินค้าแต่ไม่ได้ของ ต้องการฟ้องร้องดำเนินคดีเองต้องทำอย่างไร?&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-medium-font-size">ในปัจจุบันที่มีระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ไม่ยาก การซื้อขายออนไลน์นั้นเป็นช่องทางหนึ่งของทั้งผู้ประกอบการและผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าในการที่จะพบกันเพื่อติดต่อซื้อขายได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง แต่อย่างไรก็ดีปัญหาที่ตามมาก็คือเป็นช่องทางหนึ่งที่เหล่ามิจฉาชีพหาประโยชน์จากการซื้อขายสิ้นค้าออนไลน์นี้เช่นกัน ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น สั่งของแล้วได้ของไม่ตรงกับสินค้าที่สั่งซื้อ โอนเงินแล้วพ่อค้าแม่ค้าไม่จัดส่งสินค้าให้ ได้รับสินค้าชำรุด หลอกให้เซ็นต์รับพัสดุผิดกฎหมาย ตุ๋นขายแบบฟ่อนชำระ ส่งของแล้วลูกค้าปฏิเสธที่จะจ่ายเงิน โอนเงินเสร็จเจ้าของร้านหนีหาย โดนบล๊อกโทรไปไม่รับ อยากได้เงินคืน</p>



<p class="has-medium-font-size">การสั่งสินค้าออนไลน์แล้วไม่ได้สินค้าหรือแม้แต่การซื้อสิ้นค้าแล้วสินค้าที่ส่งมานั้นพบว่าไม่ตรงปกที่โฆษณาเอาไว้ หรือเป็นคนละอย่างกับสินค้าที่สั่งซื้อ เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้อาจจะเป็นได้ทั้งความผิดอาญาหรือความผิดทางแพ่งอย่างเดียว ซึ่งตรงจุดนี้จำเป็นที่จะต้องดูเป็นกรณี ๆ ไป ไม่สามารถสรุปได้ว่าการสั่งซื้อสินค้าไม่ตรงปกนั้นจะเป็นคดีอาญาทั้งหมด หรือจะเป็นแพ่งเพียงอย่างเดียว</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="โดนหลอกซ-อส-นค-าออนไลน-แล-วทำอย-างไรได-บ-าง">โดนหลอกซื้อสินค้าออนไลน์แล้วทำอย่างไรได้บ้าง?</h2>



<p class="has-medium-font-size">อย่างไรก็ดีหากเป็นคดีอาญาเราสามารถใช้บริการภาครัฐซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายได้โดยวิธีการร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าการแจ้งความนั่นเอง แต่ในทางแพ่งนั้นหากเป็นสมัยก่อนก็ต้องดำเนินการโดยการฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยตนเองซึ่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีนั้นอาจไม่คุ้มกับการฟ้องร้องซะเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนี้เองศาลยุติธรรมได้จัดตั้งแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสั่งสินค้าแล้วมีปัญหาและประสงค์ที่จะฟ้องเป็นคดีแพ่งเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมสามารถทำได้เองโดยที่ไม่ต้องมีทนายความหรือเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เนื่องจากปกติแล้วหากฟ้องร้องดำเนินคดีในทางแพ่งนั้นนอกจากต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลแล้วยังจะต้องเสียค่านำหมายซึ่งก็อาจจะหลายร้อยจนถึงเป็นพันบาท</p>



<h2 class="wp-block-heading" id="การดำเน-นคด-ซ-อขายออนไลน-ในศาลแพ-ง">การดำเนินคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่ง</h2>



<p class="has-medium-font-size">การฟ้องคดีแต่แผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่งนั้นมีข้อดีอีกข้อหนึ่งก็คือสามารถดำเนินคดีได้โดยการออนไลน์เต็มรูปแบบทำให้นอกจากไม่ต้องใช้ทนายแล้วยังไม่ต้องไปศาลอีกด้วยค่ะ นับว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนให้สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อีกช่องทางหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากเลยทีเดียวค่ะ รายละเอียดนั้นตามคลิปวีดีโอของศาลยุติธรรมด้านล่างนี้ค่ะ</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<iframe title="แนะนำแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่ง #สะดวกรวดเร็ว #ยื่นฟ้องง่าย #สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง ...." width="632" height="356" src="https://www.youtube.com/embed/ZkrjpCaNsUU?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>
</div><figcaption>แนะนำแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ในศาลแพ่ง สะดวกรวดเร็ว ยื่นฟ้องง่าย สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง</figcaption></figure>



<p class="has-medium-font-size">เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของศาลยุติธรรมที่ไม่จำเป็นต้องมีทนายความในการดำเนินการฟ้องแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ ขอให้ผู้ที่สนใจกรุณาติดต่อแผนกคดีซื้อขายออนไลน์ของศาลในพื้นที่ของท่านหรือติดต่อศาลแพ่งและสอบถามรายละเอียดโดยตรงนะคะ หากปรึกษากับทางเราเราจำเป็นที่จะต้องคิดค่าบริการในการให้คำปรึกษาเรื่องนี้ทุกกรณีค่ะ และเราคิดค่าบริการให้คำปรึกษาในเรื่องนี้เพิ่มเป็นสองเท่าของค่าบริการให้คำปรึกษาปกติค่ะ ดังนั้นท่านควรติดต่อสอบถามกับหน่วยงานที่ให้บริการโดยตรงเพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบของหน่วยงานให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปจะได้เป็นประโยชน์กับทุกท่านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อขายออนไลน์ค่ะ</p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไมตำรวจไม่รับแจ้งความ?</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2/1428/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 05:26:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1428</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
เมื่อตำรวจไม่รับแจ้งความ เป็นปัญหาที่ทั้งเคยเจอกับตัวเองตั้งแต่ก่อนเรียนกฎหมาย จนจบกฎหมายและทำงานเป็นทนายก็ยังเป็นเรื่องอันดับต้น ๆ ของคดีอาญาที่ลูกความมักโอดครวญให้ฟังเป็นประจำ บางครั้งก็มักจะถามว่าทำไมแจ้งความไปแล้วตำรวจไม่เห็นทำอะไรเลย เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น การแจ้งความคืออะไร? ก่อนอื่นเรามารู้จักความหมายของการแจ้งความในความเข้าใจเราก่อนว่าคืออะไร การแจ้งความคำนี้ไม่มีกำหนดไว้ในกฎหมายครับ แต่ตามความเข้าใจของคนทั่วไปในทางกฎหมายคือ “คำร้องทุกข์”&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2/1428/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;ทำไมตำรวจไม่รับแจ้งความ?&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h1 class="wp-block-heading"><strong>เมื่อตำรวจไม่รับแจ้งความ</strong></h1>



<p class="has-medium-font-size">เป็นปัญหาที่ทั้งเคยเจอกับตัวเองตั้งแต่ก่อนเรียนกฎหมาย จนจบกฎหมายและทำงานเป็นทนายก็ยังเป็นเรื่องอันดับต้น ๆ ของคดีอาญาที่ลูกความมักโอดครวญให้ฟังเป็นประจำ บางครั้งก็มักจะถามว่าทำไมแจ้งความไปแล้วตำรวจไม่เห็นทำอะไรเลย เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การแจ้งความคืออะไร?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ก่อนอื่นเรามารู้จักความหมายของการแจ้งความในความเข้าใจเราก่อนว่าคืออะไร การแจ้งความคำนี้ไม่มีกำหนดไว้ในกฎหมายครับ แต่ตามความเข้าใจของคนทั่วไปในทางกฎหมายคือ “คำร้องทุกข์” เป็นการที่ผู้เสียหายได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น และการกระทำความผิดนั้นได้ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ตัวผู้ที่กระทำความผิดนั้น โดยการกล่าวหาหรือแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่นี้ ผู้เสียหายที่เป็นผู้แจ้งมีเจตนาที่จะให้ผู้ที่กระทำความผิดได้รับโทษ ต่อไปขอเรียกรวมกันว่าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ผลของการแจ้งความร้องทุกข์</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">เมื่อเราทำการแจ้งคำร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะมีหน้าที่ทำการสืบสวนและสอบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ทราบว่าผู้ใดกระทำความผิด กระทำความผิดโดยวิธีใด จากนั้นก็จะทำการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายในการนำตัวผู้กระทำความผิดนั้นมาลงโทษ ซึ่งเมื่อกฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่แล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำก็เท่ากับเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั่นเอง ด้วยเหตุนี้เมื่อเราทำการร้องทุกข์อย่างถูกต้องต่อเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ทุกคนจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนทุกกรณีและทุกครั้งครับ แต่ถ้าไม่มีการแจ้งความแล้วตำรวจก็อาจจะไม่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษก็ได้แต่เฉพาะกรณีที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวครับ ในกรณีความผิดที่เป็นอาญาแผ่นดินตำรวจไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ตำรวจก็สามารถสืบสวนสอบสวนคดีได้เองครับ เพราะการกระทำความผิดประเภทนี้เป็นการกระทำความเสียหายต่อสังคม และทำลายความสงบสุขของส่วนรวมซึ่งรัฐมีหน้าที่ที่ต้องปกปักษ์รักษา การกระทำความผิดที่เป็นอาญาแผ่นดินนั้นทำให้รัฐเป็นผู้เสียหาย รัฐจึงสามารถดำเนินคดีในความผิดที่เป็นอาญาแผ่นดินนั้นได้เอง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ตำรวจไม่รับแจ้งความได้หรือไม่?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">มีความเป็นไปได้หลายกรณีด้วยกันที่ทำให้ตำรวจปฏิเสธหรือไม่รับแจ้งความครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กรณีแรกคือ เราไม่ใช่ผู้เสียหาย</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ดังได้กล่าวไปเบื้องต้น ความผิดทางอาญามีสองประเภทคือ ความผิดที่เป็นอาญาแผ่นดิน กับความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งความผิดที่เป็นอาญาแผ่นดินนั้นรัฐเป็นผู้เสียหายรัฐจึงดำเนินการได้เองโดยที่เราไม่จำเป็นต้องแจ้งความ ส่วนความผิดต่อส่วนตัว อันได้แก่ความผิดทั้งหลายที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ เช่น ยักยอก ฉ้อโกง หมิ่นประมาท บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งความผิดต่อส่วนตัวนี้จะมีอายุความ 3 เดือนนับแต่วันที่เรารู้ว่ามีการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดครับ แต่อย่างไรก็ดีการแจ้งความหรือร้องทุกข์นั้นเราไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ตัวผู้กระทำความผิด เราก็สามารถที่จะแจ้งความร้องทุกข์ได้ เพราะการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษเป็นหน้าที่ของตำรวจครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">แต่ว่ากฎหมายได้กำหนดไว้ว่าถ้าเป็นความผิดต่อสวนตัว เจ้าหน้าที่จะสามารถดำเนินการสอบสวนได้ต่อเมื่อมีการแจ้งความหรือร้องทุกข์โดยชอบเสียก่อน ซึ่งตามความหมายของคำร้องทุกข์ที่กล่าวไว้ข้างต้น ผู้ที่สามารถแจ้งได้ต้องเป็นผู้เสียหายเท่านั้น บุคคลอื่นหากไม่ใช่ผู้ที่เสียหายจากการกระทำความผิด กฎหมายไม่อนุญาตให้ร้องทุกข์ต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจครับ นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ตำรวจ จำเป็นที่จะต้องปฏิเสธหรือไม่รับคำร้องทุกข์ได้ครับ ดังนั้นก่อนไปแจ้งความควรเช็คก่อนว่าเราเป็นผู้เสียหายตัวจริงหรือไม่</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ผู้เสียหาย คือใคร?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">กฎหมายกำหนดไว้ว่า ผู้เสียหาย หมายถึงบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดนั้นๆ นอกจากนี้ยังรวมถึง ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล ของผู้เยาว์หรือผู้ไร้ความสามรถที่อยู่ในความดูแลของตนที่เขาได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด และถ้าหากว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงแก่ความตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถที่จะดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์เองได้ บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของผู้ที่ได้รับความเสียหายนั้น ก็สามารถมาแจ้งความร้องทุกข์แทนได้ หรือในกรณีนิติบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด ผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลสามารถที่จะมาแจ้งความร้องทุกข์ได้ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ดังนั้นถ้าไม่ใช่ผู้เสียหาย ซึ่งได้แก่บุคคลดังกล่าวไปแล้วไปแจ้งความร้องทุกข์เจ้าหน้าที่เขาก็ไม่สามารถรับคำร้องทุกข์ของเราได้ แต่บุคคลที่ไปแจ้งความนั้นสามารถทำการกล่าวโทษเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทราบว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ได้ เพราะถ้าเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เจ้าหน้าที่ก็สามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ โดยเราไม่จำเป็นต้องไปร้องทุกข์อีก</p>



<p class="has-medium-font-size">จำเป็นหรือไม่ที่ก่อนไปแจ้งความเราต้องรู้ก่อนว่าความผิดที่เราไปแจ้งนั้นเป็นความผิดต่อส่วนตัวหรืออาญาแผ่นดิน โดยหลักการไม่จำเป็นครับเพราะเป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าเป็นอาญาแผ่นดินแม้ผู้มาแจ้งไม่ใช่ผู้เสียหายเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการสืบสวนสอบสวนได้ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นความผิดต่อส่วนตัวก็จะให้เรานำตัวผู้เสียหายตัวจริงมาร้องทุกข์เสียก่อนจึงจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนได้ครับ แต่ว่าในทางปฏิบัติควรหาข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการกระทำความผิดอาญาฐานใดครับและเราเป็นผู้เสียหายตัวจริงหรือไม่ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กรณีที่สอง เราร้องทุกข์ไม่ถูกต้อง</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ดังได้กล่าวไปแล้วในความหมายของการแจ้งความร้องทุกข์ว่าการร้องทุกข์เพื่อให้ตำรวจดำเนินคดีอาญานั้น ผู้ที่แจ้งต้องแจ้งโดยมีวัตถุประสงค์ให้นำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษครับ หากไม่มีการระบุเจตนานี้ลงไป จะไม่ใช่การแจ้งความร้องทุกข์ครับ เมื่อไม่ใช่การแจ้งความร้องทุกข์ถ้าเป็นความผิดต่อส่วนตัวดังได้กล่าวไปแล้ว ตำรวจก็ไม่สามารถที่จะสืบสวนหรือสอบสวนเพื่อทำสำนวนส่งอัยการให้นำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลได้ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ดังนั้นเมื่อเราไปแจ้งความร้องทุกข์แล้ว ควรเช็คเสมอว่าข้อความที่เจ้าหน้าที่ลงไว้ให้เรานั้น มีข้อความที่แสดงถึงเจตนาว่าเราต้องการให้ตำรวจนำตัวผู้ที่กระทำความผิดมารับโทษหรือไม่ ถ้าไม่มีการระบุถึงเจตนานี้ การแจ้งความของเรานั้นจะเป็นเพียงการลงบันทึกประจำวันธรรมดา หากความผิดนั้นเป็นความผิดต่อส่วนตัว ถ้าพ้นกำหนด 3 เดือนนับแต่วันที่เรารู้เรื่องการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีจะขาดอายุความครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กรณีที่สาม ความผิดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดอาญาแต่เป็นความผิดทางแพ่งครับ</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">การดำเนินคดีอาญาจะกระทำได้ การกระทำนั้นต้องเป็นการกระทำที่เป็นความผิดทางอาญาเท่านั้น หากเป็นความเสียหายที่เกิดจากทางแพ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถที่จะดำเนินคดีอาญากับผู้ที่กระความผิดทางแพ่งนั้นได้ครับ เพราะเป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง แต่ในบางครั้งเป็นเรื่องที่แยกลำบากและมีหลายกรณีที่ขึ้นสู่ศาลครับ ว่าเป็นความผิดทางอาญาหรือทางแพ่ง การจะดูว่าครบองค์ประกอบความผิดทางอาญาหรือไม่จะต้องอาศัยพยานหลักฐานมาพิสูจน์ กรณีที่เป็นคดีที่มีความซับซ้อนหรือไม่สามารถวิเคราะห์ได้โดยง่ายก็เป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ต้องค้นหาความจริงในเรื่องนี้ครับ แต่ต้องพึงระลึกไว้เสมอครับว่า การแกล้งฟ้องเพื่อให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญาทั้ง ๆที่เขาไม่ได้มีความผิดทางอาญา ผู้ที่แกล้งฟ้องนั้นมีความผิดอาญาครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เราจะทำอย่างไรได้บ้างหากเจ้าหน้าที่ไม่รับแจ้งความจริงๆ</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">การดำเนินคดีอาญา กฎหมายให้ประชาชนสามารถทำได้ 2 วิธีครับได้แก่ ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจให้สอบสวนแล้วทำสำนวนส่งอัยการเพื่อนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาล กับผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีได้เองโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งความร้องทุกข์ก่อนก็ได้ครับ ซึ่งวิธีแรกไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ส่วนวิธีหลังจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงต่ำแตกต่างกันไปแล้วแต่กรณีครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading">สุดท้ายนี้หากแจ้งความแล้วเกิดปัญหาจริงๆลองดูที่นี่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ</h2>



<p class="has-medium-font-size">ตำรวจไซเบอร์เปิดสายด่วน &#8220;1441&#8221; ให้ประชาชนแจ้งเบาะแส-ขอความช่วยเหลือ หากคดีที่แจ้งความสถานีตำรวจนครบาล หรือสถานีตำรวจภูธรแล้วไม่มีความคืบหน้า โทรสายด่วน 1441 ตำรวจไซเบอร์ สามารถปรึกษา แจ้งเบาะแส ขอความช่วยเหลือ ตั้งแต่ 08.30 น. ถึง 16.30 น. วันจันทร์-วันศุกร์​ หรือเข้าเฟซบุ๊ก “กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” เพื่อประสานพื้นที่ช่วยเร่งรัดได้อีกทางหนึ่ง</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>What should I do when I&#8217;m being laid off?</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%84/1426/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 05:21:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1426</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
Believe that everyone should hear about or wonder about issues like termination,&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b9%84/1426/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;What should I do when I&#8217;m being laid off?&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-large-font-size">Believe that everyone should hear about or wonder about issues like termination, wrongful termination, unpaid wages, company layoffs, resignations, unjust dismissals, or being fired. This article will discuss how employees can seek justice if such events occur.</p>



<p class="has-large-font-size">When an employee is terminated or dismissed, they have two options to pursue their rights. They must choose one option until the process is completed and cannot proceed with both simultaneously. The two available options are:</p>



<p class="has-large-font-size">1 Complain with the local labor inspectorate at the Department of Labour Protection and Welfare.</p>



<p class="has-large-font-size">2 File a lawsuit in labor court.</p>



<h1 class="wp-block-heading has-large-font-size"><strong>1 An employee who has been terminated files a complaint with the local labor inspectorate at the Department of Labour Protection and Welfare.</strong></h1>



<p class="has-large-font-size">If the employee chooses this option, they can go to the local labor welfare and labor protection office in the area where they work and provide details about their hiring and termination to the labor inspector. After the labor inspector has received the complaint, they will investigate by questioning our employer company. An order will be issued within 60 days from the date of receiving the complaint. If the labor inspector cannot issue an order within 60 days, they can request an extension of up to 30 days from the expiration of the initial 60-day period. Therefore, the longest possible timeframe for using this method is 90 days.</p>



<p class="has-large-font-size">The order is issued, if after the labor inspector&#8217;s investigation, it is found that the employee is entitled to receive any payment that the employer is legally obligated to pay under labor laws, the labor inspector will order the employer to pay such amounts to the employee. If the employee passes away before receiving the payment, the employer must pay it to the employee&#8217;s heirs within 30 days from the date the employer is notified or deemed to have been notified of the order.</p>



<p class="has-large-font-size">If the employee or employer is dissatisfied with the labor inspector&#8217;s order, they can appeal to the labor court within 30 days from the date they are notified of the order. The law does not specify criteria for when an employee can appeal, but if the employer chooses to appeal, they must deposit the disputed amount with the court. This serves as collateral to ensure that if the court approves the labor inspector&#8217;s order, the employee will receive the payment accordingly.</p>



<p class="has-large-font-size">However, if no one appeals the order, and once the time frame for the labor inspector&#8217;s order for the employer to pay the employee has passed without payment, the labor inspector&#8217;s order becomes final. To enforce the order, the employee must take the labor inspector&#8217;s order to court to obtain a judgment or order consistent with the labor inspector&#8217;s order. The court will then enforce the judgment or order accordingly. Labor dispute cases are typically expedited, but the law does not specify a time frame for when a judgment must be issued.</p>



<h1 class="wp-block-heading"><strong>2 The terminated employee files a lawsuit in court.</strong></h1>



<p class="has-large-font-size">If the employee chooses this method, the advantage is that once the court has made its judgment, it can enforce it without needing to file separate enforcement proceedings like in the first method. However, there is no specified timeframe for the court to consider the case, although it is required to be prompt. Typically, it takes a similar amount of time as the first method.</p>



<p class="has-large-font-size">Filing a lawsuit in the labor court isn&#8217;t difficult. Normally, there are legal aids available at the court to assist in drafting the complaint. Filing a labor dispute case incurs no charges or fees, as the principle of adjudicating labor cases is based on convenience, cost-effectiveness, speed, and fairness.</p>



<p class="has-large-font-size">If either the employee or the employer is dissatisfied with the court&#8217;s judgment, the method of appeal is through filing an appeal to the Court of Appeal Specialized in Labor Cases.</p>



<p class="has-large-font-size"><br>Both of these methods have their advantages and disadvantages. The advantage of the first method is that if the labor inspector orders the employer to pay money and the employer appeals, they must deposit the disputed amount with the court before they can appeal the labor inspector&#8217;s order. In the normal course of a labor inspector&#8217;s case consideration, questioning the truth of each party&#8217;s statements reduces confrontation, making negotiation possible with less pressure than facing each other in court. The disadvantage is in the case of enforcement. If the employer does not pay the money as ordered by the labor inspector, the employee still needs to bring the case to court for enforcement.</p>



<p class="has-large-font-size">The advantage of the second method is that there&#8217;s no need to enforce the court&#8217;s judgment or order again. In cases of unfair termination, the court can also order the employer to pay compensation for the unfair termination. However, the labor inspector cannot issue such orders because the law does not grant them the authority. The amount of compensation the court considers depends on various factors, including the actual compensation received by the employee, so it&#8217;s uncertain how much compensation will be awarded. The downside is the time it takes for the court to consider the case. If the court is busy at that time, the consideration may take longer than the first method. Negotiations may also be more challenging if the employer hires a lawyer, making it harder to reach an agreement compared to the first method.</p>



<p class="has-large-font-size">We hope this article will be helpful for you in deciding which path to take to assert your rights.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จ้างทนายทำพินัยกรรม การทำพินัยกรรมมีกี่แบบ? ค่าบริการในการทำพินัยกรรมเท่าไร?</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/1418/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 04:50:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1418</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
พินัยกรรม แบบของพินัยกรรมมีกี่ประเภท? เราสามารถทำพินัยกรรมเขียนเองได้หรือไม่? เมื่อบุคคลใดตายทรัพย์มรดกของผู้ที่เสียชีวิตก็จะตกลงสู่ทายาท ตามหลักของกฎหมายลักษณะมรดก แต่ในบางครั้งเจ้าของมรดกหรือผู้ที่ตายต้องการที่จะกำหนดการจัดการและการแบ่งทรัพย์สินของตนหลังจากที่ตนตาย อาจจะมาจากหลายสาเหตุ เช่น กลัวว่าถ้าหากโอนทรัพย์สินของตนให้กับทายาทจนหมดแล้วทายาทตนจะไม่เลี้ยงดู หรือยังอยากที่จะจัดการทรัพย์สินของตนให้งอกเงยขึ้นมากกว่านี้ หรืออาจจะเป็นชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่ไม่มีญาติอยู่ในประเทศไทยซึ่งกลัวว่าหากตนได้ตายไปทรัพย์สินจะตกเป็นของแผ่นดินไม่สามารถส่งให้ทายาทของตนที่อาศัยอยู่ต่างประเทศได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องหาวิธีที่จะมาจัดการทรัพย์สินของตนหลังจากที่ตายไปแล้วโดยการทำคำสั่งกำหนดการเผื่อตายนั่นเองว่าหลังจากฉันได้จากไปแล้วให้จะให้ทายาทจัดการทรัพย์สินของฉันนั้นอย่างไรบ้างและวีธีการดังกล่าวนั่นคือ&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3/1418/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;จ้างทนายทำพินัยกรรม การทำพินัยกรรมมีกี่แบบ? ค่าบริการในการทำพินัยกรรมเท่าไร?&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h1 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="พ-น-ยกรรม-แบบของพ-น-ยกรรมม-ก-ประเภท-เราสามารถทำพ-น-ยกรรมเข-ยนเองได-หร-อไม"><strong>พินัยกรรม แบบของพินัยกรรมมีกี่ประเภท</strong>?<strong> เราสามารถทำพินัยกรรมเขียนเองได้หรือไม่?</strong></h1>



<p class="has-large-font-size">เมื่อบุคคลใดตายทรัพย์มรดกของผู้ที่เสียชีวิตก็จะตกลงสู่ทายาท ตามหลักของกฎหมายลักษณะมรดก แต่ในบางครั้งเจ้าของมรดกหรือผู้ที่ตายต้องการที่จะกำหนดการจัดการและการแบ่งทรัพย์สินของตนหลังจากที่ตนตาย อาจจะมาจากหลายสาเหตุ เช่น กลัวว่าถ้าหากโอนทรัพย์สินของตนให้กับทายาทจนหมดแล้วทายาทตนจะไม่เลี้ยงดู หรือยังอยากที่จะจัดการทรัพย์สินของตนให้งอกเงยขึ้นมากกว่านี้ หรืออาจจะเป็นชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยแต่ไม่มีญาติอยู่ในประเทศไทยซึ่งกลัวว่าหากตนได้ตายไปทรัพย์สินจะตกเป็นของแผ่นดินไม่สามารถส่งให้ทายาทของตนที่อาศัยอยู่ต่างประเทศได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องหาวิธีที่จะมาจัดการทรัพย์สินของตนหลังจากที่ตายไปแล้วโดยการทำคำสั่งกำหนดการเผื่อตายนั่นเองว่าหลังจากฉันได้จากไปแล้วให้จะให้ทายาทจัดการทรัพย์สินของฉันนั้นอย่างไรบ้างและวีธีการดังกล่าวนั่นคือ การทำพินัยกรรม</p>



<p class="has-large-font-size">การทำพินัยกรรมนั้นสามารถยกทรัพย์สินให้กับใครก็ได้ครับ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นทายาท กรณีมีทรัพย์สินที่ไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะแบ่งให้ใครในพินัยกรรม ทรัพย์สินนั้นจะแบ่งกันตามหลักมรดกตกทอดแก่ทายาทครับ กรณีไม่มีทายาทที่จะรับมรดกและไม่ได้กำหนดว่าจะยกทรัพย์สินนั้นให้ใคร ทรัพย์มรดกนั้นก็จะตกกลับสู่แผ่นดินครับก็คือเข้ารัฐนั่นเอง</p>



<p class="has-text-align-justify has-large-font-size">ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยนั้นได้กำหนดลักษณะของพินัยกรรมไว้ด้วยกัน 5 แบบกับวิธีพิเศษ อีก 2 กรณี ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="1-พ-น-ยกรรมแบบธรรมดา">1 พินัยกรรมแบบธรรมดา</h3>



<h3 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="2-พ-น-ยกรรมแบบเข-ยนเองท-งฉบ-บ">2 พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ</h3>



<h3 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="3-พ-น-ยกรรมแบบเอกสารฝ-ายเม-อง">3 พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง</h3>



<h3 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="4-พ-น-ยกรรมแบบเอกสารล-บ">4 พินัยกรรมแบบเอกสารลับ</h3>



<h3 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="5-พ-น-ยกรรมแบบทำโดยวาจา">5 พินัยกรรมแบบทำโดยวาจา</h3>



<p class="has-text-align-justify has-large-font-size">และวิธีการพิเศษอีก 2 กรณีได้แก่</p>



<h3 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="1-พ-น-ยกรรมสำหร-บคนในบ-งค-บไทยท-อย-ในต-างประเทศ-และ">1 พินัยกรรมสำหรับคนในบังคับไทยที่อยู่ในต่างประเทศ และ</h3>



<h3 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="2-พ-น-ยกรรมสำหร-บบ-คคลท-ร-บราชการทหารหร-อทำการเก-ยวข-องอย-ก-บราชการทหารในภาวะการรบหร-อการสงคราม">2 พินัยกรรมสำหรับบุคคลที่รับราชการทหารหรือทำการเกี่ยวข้องอยู่กับราชการทหารในภาวะการรบหรือการสงคราม</h3>



<p class="has-large-font-size">อย่างที่กล่าวไปข้างต้นกฎหมายกำหนดแบบของการทำพินัยกรรมไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะ ซึ่งคำว่าแบบของพินัยกรรมนี้เองทำให้หากทำไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดแล้ว พินัยกรรมนั้นก็จะตกเป็นโมฆะ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าการทำผิดแบบขอพินัยกรรมในลักษณะใดด้วยครับ เช่น</p>



<p class="has-large-font-size">หากผู้ทำพินัยกรรมนั้นยังมีอายุไม่ถึง 15 ปี พินัยกรรมก็จะตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ ผลก็คือทรัพย์มรดกจะแบ่งปันตามหลักมรดกปกติเสมือนไม่ได้มีการทำพินัยกรรมเกิดขึ้นครับ หรือ</p>



<p class="has-large-font-size">หากมีข้อกำหนดในพินัยกรรมยกทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมให้ผู้เป็นพยานในพินัยกรรม หรือคู่สมรสของพยานในพินัยกรรม ถ้าเป็นกรณีนี้จะมีผลทำให้เฉพาะข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ยกทรัพย์สินให้พยานหรือคู่สมรสของพยานในพินัยกรรมนั้นตกเป็นโมฆะครับ แต่ไม่ได้ทำให้พินัยกรรมทั้งฉบับเป็นโมฆะแต่อย่างใด ทรัพย์สินในส่วนข้อกำหนดที่เป็นโมฆะนั้นจะกลับสู่กองมรดกแบ่งปันให้ทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามหลักมรดกปกติครับ หรือ</p>



<p class="has-large-font-size">หากผู้ทำพินัยกรรมนั้นกำหนดให้ยกทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้แก่ผู้ใดถึงแม้ว่าคู่สมรสจะเซ็นต์ยินยอมไว้ด้วยในพินัยกรรมนั้นก็ตาม การกำหนดเช่นนี้ไม่ทำให้พินัยกรรมตกเป็นโมฆะครับ แต่สามารถบังคับได้แค่ทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้น ในส่วนที่เป็นสินสมรสยังคงเป็นของคู่สมรสครับ หรือ</p>



<p class="has-large-font-size">พินัยกรรมที่ทำนั้นไม่ได้ลงวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรม หรือพยานในพินัยกรรมลงลายมือชื่อไม่ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด กรณีเหล่านี้ก็จะทำให้พินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้นใช้ไม่ได้และไม่มีผลเป็นพินัยกรรมครับ ทำให้ทรัพย์มรดกตกแก่ทายาทหรือตกเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายมรดกปกติครับ</p>



<p class="has-large-font-size">เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้จากความไม่รู้ในการทำพินัยกรรมครับ จะเห็นได้ว่าการทำพินัยกรรมนั้นต้องกระทำโดยระมัดระวังเป็นอย่างมากทีเดียวครับ ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าพินัยกรรมในแต่ละแบบนั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้างเพื่อที่จะทำให้พินัยกรรมที่เราต้องการทำนั้นไม่ตกเป็นโมฆะครับ</p>



<p class="has-large-font-size">เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้จากความไม่รู้ในการทำพินัยกรรมครับ จะเห็นได้ว่าการทำพินัยกรรมนั้นต้องกระทำโดยระมัดระวังเป็นอย่างมากทีเดียวครับ ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าพินัยกรรมในแต่ละแบบนั้นกฎหมายกำหนดไว้ว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้างเพื่อที่จะทำให้พินัยกรรมที่เราต้องการทำนั้นไม่ตกเป็นโมฆะครับ</p>



<p class="has-large-font-size">ต่อไปนี้เราก็จะมาพูดถึงลักษณะต่าง ๆ ของพินัยกรรมกันต่อว่าพินัยกรรมในแต่ละแบบมีลักษณะอย่างไรกันบ้างดีกว่าครับ โดยเริ่มจาก</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="แบบท-1-พ-น-ยกรรมแบบธรรมดา"><strong>แบบที่ 1 พินัยกรรมแบบธรรมดา</strong></h2>



<p class="has-large-font-size">พินัยกรรมแบบนี้จะเป็นพินัยกรรมที่พิมพ์ขึ้นอาจจะเป็นแบบฟอร์มพินัยกรรมทำสำเร็จรูปมาแล้วก็ได้ กฎหมายกำหนดว่าจะมีผลเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์สำหรับพินัยกรรมแบบธรรมได้นั้น พินัยกรรมที่ทำนั้นจะต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้ ได้แค่</p>



<p class="has-large-font-size">  1 ต้องทำเป็นหนังสือหรือทำเป็นเอกสาร หลายคนอ่านแล้วคงสงสัยว่า พินัยกรรมที่ไม่ได้ทำเป็นเอกสารมันมีด้วยเหรอ ตอบมีครับ เป็นพินัยกรรมที่เรียกว่า พินัยแบบที่ทำโดยวาจา เพื่อไม่ให้งงไปกันใหญ่เอาเป็นว่าพินัยกรรมแบบธรรมดานี้ต้องทำเป็นเอกสารหรือหนังสือครับ จะเขียนเองทั้งฉบับหรือพิมพ์ก็ได้ไม่ว่ากันครับ จะพิมพ์เองหรือให้ผู้อื่นเขียนก็ไม่ผิด แต่อย่าจำไปปนกับพินัยกรรมลักษณะอื่นนะครับ ตอนนี้เรากำลังพูดถึงพินัยกรรมแบบธรรมดา สำหรับคำถามในใจที่ว่าพินัยกรรมนั้นจะทำโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ได้หรือไม่เช่นส่งเข้าเมลย์ พิมพ์ลงในคลาวน์ คำตอบคือไม่ได้ครับ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ห้ามไว้ครับว่าไม่สามารถทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ พินัยกรรมทุกชนิดต้องปรินท์ออกมาหรือเขียนลงกระดาษหรือทำเป็นเอกสารเท่านั้นครับ สิ่งที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์จะไม่มีผลเป็นพินัยกรรมครับ</p>



<p class="has-large-font-size">  2 ต้องลง วันที่ เดือน ปี ขณะที่ทำพินัยกรรมนั้นด้วยนะครับ วัน เดือน ปี สำคัญอย่างไร? คำตอบคือเอาไว้ดูครับว่าพินัยกรรมฉบับไหนเป็นฉบับล่าสุด พินัยกรรมฉบับใหม่จะลบล้างพินัยกรรมฉบับเก่าครับ</p>



<p class="has-large-font-size">  3 ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานพร้อมกันอย่างน้อย 2 คน พยานสองคนนั้นต้องรู้เรื่องการทำพินัยกรรมของผู้ทำพินัยกรรมด้วยนะครับ ไม่ใช่มาแค่ลงลายมือชื่ออย่างเดียว และองค์ประกอบสำคัญสำหรับพินัยกรรมแบบธรรมดาในข้อสุดท้ายก็คือ</p>



<p class="has-large-font-size">  4 ต้องมีพยานสองคนต้องลงลายมือชื่อรับรองรายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้นด้วย</p>



<p class="has-large-font-size">ส่วนถ้าหากมีการแก้ไขหลังจากที่ทำพินัยกรรมเสร็จแล้ว การแก้ไขพินัยกรรมก็ต้องทำให้ถูกต้องตามแบบเช่นกันครับไม่เช่นนั้นจะไม่มีผลเป็นการแก้ไขพินัยกรรม</p>



<p class="has-large-font-size">การแก้ไขพินัยกรรมแบบธรรมดา เช่น การขูดลบ ตก เติม หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นก็ต้อง ทำเป็นหนังสือ ลงวันเดือนปีที่แก้ ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานสองคนและพยานสองคนก็ต้องลงลายมือชื่อรับรองเช่นกันครับเรียกว่า เขียนอย่างไรเวลาแก้ก็ทำอย่างนั้นนั่นแหละครับ แล้วขีดทับล่ะ การขีดทับมีผลเป็นการเพิกถอนข้อความในส่วนนั้นทันทีครับโดยไม่ต้องลงลายมือชื่ออะไรเลยดังนั้นจะขีดทับอะไรต้องระวังนะครับ เรามาต่อกันที่แบบต่อไปครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="แบบท-2-พ-น-ยกรรมแบบเข-ยนเองท-งฉบ-บ"><strong>แบบที่ 2 พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ</strong><strong></strong></h2>



<p class="has-large-font-size">องค์ประกอบของพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับนั้นมีดังนี้ครับ</p>



<p class="has-large-font-size">  1 แน่นอนครับต้องทำเป็นเอกสาร</p>



<p class="has-large-font-size">  2 การทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับนั้นตามชื่อครับ คือต้องทำโดยการเขียนด้วยตนเองทั้งฉบับครับ เขียนหมายถึงเขียนด้วยลายมือครับ จะใช้มือเขียนหรือในกรณีที่มือไม่สามารถเขียนได้ จะใช้ร่างกายส่วนไหนเขียนได้หมดครับ แต่ควรคำนึงด้วยว่าถ้าเป็นคนปกติแล้วใช้ส่วนอื่นเขียนระวังว่าอาจจะถูกพิจารณาว่าวิกลจริตขณะทำพินัยกรรมซึ่งผลจะทำให้พินัยกรรมที่ทำนั้นเป็นโมฆะทั้งฉบับได้นะครับ</p>



<p class="has-large-font-size">  3 ลงวันเดือนปีที่ทำพินัยกรรมนั้นลงไปครับ</p>



<p class="has-large-font-size">  4 ลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม ข้อควรระมัดระวังในส่วนนี้คือกฎหมายไม่ให้ใช้วิธีการใช้รอยพิมพ์นิ้วมือในการลงชื่อนะครับถ้าทำก็ไม่มีผลเป็นพินัยกรรมครับ พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับต้องการลายมือเท่านั้นครับ เขียนเองทั้งฉบับได้การลงลายมือชื่อก็ควรเขียนเองครับ</p>



<p class="has-large-font-size">สำหรับพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับนี้ไม่ต้องใช้พยานสองคนรับรองครับ ดังนั้นแม้มีพยานสองคนรับรองแล้วพยานหรือคู่สมรสของพยานจะรับทรัพย์สินจากพินัยกรรมข้อกำหนดนั้นก็ไม่เป็นโมฆะครับ จะต่างจากพินัยกรรมแบบธรรมดาครับ หากพยานคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนได้รับทรัพย์สินจากพินัยกรรมนั้นด้วยข้อกำหนดที่ยกทรัพย์สินให้กับพยานทั้งสองคนนั้นจะเป็นโมฆะทันทีครับ นอกจากนี้ยังรวมถึงคู่สมรสของพยานทั้งสองคนก็ห้ามรับทรัพย์สินจากพินัยกรรมที่ทำขึ้นนั้นด้วยครับ</p>



<p class="has-large-font-size">การขูด ลบ ตก เติมหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆในพินัยกรรมแบบเขียนเองนั้น หลักการเช่นเดิมครับ เขียนอย่างไรจะแก้ก็ต้องทำอย่างนั้นครับ นั่นคือ ทำเป็นหนังสือหรือเอกสาร เขียนด้วยลายมือ ลงวันเดือนปี และลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมครับ แบบต่อไป</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="แบบท-3-พ-น-ยกรรมแบบเอกสารฝ-ายเม-อง"><strong>แบบที่ 3 พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง</strong></h2>



<p class="has-large-font-size">วิธีนี้จำมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง ข้อดีก็คือความน่าเชื่อถือจะสูงที่สุดครับแต่ก็ไม่ได้มากมายกว่าสองแบบแรกชนิดทิ้งห่างอะไรมากนะครับ องค์ประกอบของพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองจะมีดังนี้</p>



<p class="has-large-font-size">  1 ต้องทำเป็นเอกสาร</p>



<p class="has-large-font-size">  2 ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่นายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคน</p>



<p class="has-large-font-size">  3 นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจะจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบนั้นลงไว้ในพินัยกรรมและอ่านข้อความนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟังครับ</p>



<p class="has-large-font-size">  4 เมื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานได้ฟังข้อความและเห็นว่ามีความถูกต้องตรงตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมที่ได้แจ้งไว้แล้ว ผู้ทำพินัยกรรมและพยานต้องลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ</p>



<p class="has-large-font-size">  5 นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจะลงลายมือชื่อและวันเดือนปี และจดลงไว้ด้วยว่าพินัยกรรมนั้นได้ทำขึ้นถูกต้องตามข้อ 1 ถึงข้อ 3 และประทับตรา</p>



<p class="has-large-font-size">การแก้ไข ขูดลบ ตก เติม ผู้ทำพินัยกรรม พยานและนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตต้องได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วย</p>



<p class="has-large-font-size">ตรงนี้ขอเพิ่มเติมเอกสารที่ต้องนำติดตัวไปด้วยเวลาติดต่ออำเภอหรือเขตดังนี้นะครับ</p>



<p class="has-large-font-size">  1 &nbsp;ใบคำร้องขอทำพินัยกรรม แบบ พ.ก. 1 (ขอได้ที่อำเภอหรือเขต)</p>



<p class="has-large-font-size">  2 บัตรประจำตัวประชาชน</p>



<p class="has-large-font-size">  3 ใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนว่าไม่ได้เป็นคนวิกลจริต รายละเอียดติดต่ออำเภอหรือเขตนะครับ</p>



<p class="has-large-font-size">  4 สำเนาเอกสารอื่นๆที่เป็นการแสดงกรรมสิทธิ์หรือหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่นโฉนดที่ดิน</p>



<p class="has-large-font-size">  5 ค่าธรรมเนียมประมาณ 50-200 บาท</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="แบบท-4-พ-น-ยกรรมแบบเอกสารล-บ"><strong>แบบที่ 4 พินัยกรรมแบบเอกสารลับ</strong></h2>



<p class="has-large-font-size">  1 ทำเป็นเอกสาร</p>



<p class="has-large-font-size">  2 ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อในพินัยกรรม</p>



<p class="has-large-font-size">  3 ผู้ทำพินัยกรรมต้องผนึกพินัยกรรมนั้นและลงลายมือชื่อคาบตรงรอยผนึกนั้นด้วย</p>



<p class="has-large-font-size">  4 ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำพินัยกรรมที่ผนึกนั้นไปแสดงต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต พร้อมด้วยพยานอย่างน้อยสองคน และให้ถ้อยคำต่อบุคคลทั้งหมดเหล่านั้นว่าเป็นพินัยกรรมของตน ถ้าพินัยกรรมนั้นผู้ทำพินัยกรรมไม่ได้เป็นผู้เขียนเองทั้งหมด ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องแจ้งชื่อและภูมิลำเนาของผู้เขียนให้ทราบด้วย</p>



<p class="has-large-font-size">  5 เมื่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจดถ้อยคำของผู้ทำพินัยกรรมและวันเดือนปี ที่ทำพินัยกรรมจดไว้บนซองนั้นและประทับตราตำแหน่ง จากนั้นนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต ผู้ทำพินัยกรรม และพยานต้องลงลายมือชื่อบนซองนั้นด้วย</p>



<p class="has-large-font-size">การแก้ไข ขูด ลบ ตก เติม เปลี่ยนแปลงใดๆผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อกำกับไว้ด้วยเสมอครับ</p>



<p class="has-large-font-size">ในส่วนของพินัยกรรมที่ได้ทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองหรือพินัยกรรมแบบเอกสารลับนั้น นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจะไม่สามารถเปิดเผยต่อบุคคลอื่นใดได้ในระหว่างผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่และผู้ทำพินัยกรรมสามารถขอให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตส่งมอบพินัยกรรมนั้นแก่ตนในเวลาใดๆ ก็ได้ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="แบบท-5-พ-น-ยกรรมแบบทำโดยวาจา"><strong>แบบที่ 5 พินัยกรรมแบบทำโดยวาจา</strong></h2>



<p class="has-large-font-size">วิธีการทำพินัยกรรมแบบนี้ต้องมีพฤติการณ์พิเศษเท่านั้นครับจึงจะทำได้ นั่นคือเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษเกิดขึ้นทำให้ไม่มีใครสามารถจะทำพินัยกรรมตามแบบอื่น ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นได้ เช่น ผู้ต้องการทำพินัยกรรมตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย ตกเครื่องบิน มีโรคระบาด หรืออยู่ในสงคราม ผู้ต้องการทำพินัยกรรมที่อยู่ในเหตุการณ์พิเศษสามารถที่จะทำพินัยกรรมด้วยวาจาได้ครับ โดยผู้ทำพินัยกรรมต้องแสดงเจตนากำหนดข้อพินัยกรรมที่ตนต้องการจะทำนั้นต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนที่อยู่พร้อมกัน ณ ที่นั้นครับ พยานสองคนนั้นต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอโดยไม่ชักช้า( หากรอดไปได้ )และแจ้งข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมได้สั่งไว้ด้วยวาจานั้น รวมถึงวัน เดือน ปี สถานที่ที่ทำพินัยกรรมและพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตทราบด้วยครับ จากนั้นนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตก็จะจดข้อความที่พยานแจ้งให้ทราบนั้น และพยานสองคนนั้นก็ต้องลงลายมือชื่อไว้ในพินัยกรรมนั้นด้วยครับ ตรงนี้พินัยกรรมจะสิ้นผลไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่เวลาที่ผู้ทำพินัยกรรมกลับมาสู่ฐานะที่จะทำพินัยกรรมตามแบบอื่นที่กำหนดได้นะครับ</p>



<p class="has-large-font-size">ต่อไปเป็นพินัยกรรมที่มีลักษณะพิเศษครับ ได้แก่</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="1-พ-น-ยกรรมสำหร-บคนในบ-งค-บไทยท-อย-ในต-างประเทศ"><strong>1 พินัยกรรมสำหรับคนในบังคับไทยที่อยู่ในต่างประเทศ</strong></h2>



<p class="has-large-font-size">หมายถึงคนไทยที่ต้องการทำพินัยกรรมเมื่อเขาอยู่ต่างประเทศสามารถทำพินัยกรรมตามแบบที่กล่าวไว้ข้างต้นได้ ส่วนอำนาจและหน้าที่ที่ต้องการนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตในการทำพินัยกรรมในแบบนั้น ๆ จะเป็นหน้าที่ของบุคคลต่อไปนี้แทนครับ คือ พนักงานทูต หรือกงสุลฝ่ายไทย หรือ พนักงานใด ๆ ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายของต่างประเทศนั้นๆที่จะรับบันทึกข้อแจ้งความไว้เป็นหลักฐานได้ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="2-พ-น-ยกรรมสำหร-บบ-คคลท-ร-บราชการทหารหร-อทำการเก-ยวข-องอย-ก-บราชการทหารในภาวะการรบหร-อการ"><strong>2 พินัยกรรมสำหรับบุคคลที่รับราชการทหารหรือทำการเกี่ยวข้องอยู่กับราชการทหารในภาวะการรบหรือการ</strong></h2>



<p class="has-large-font-size">เป็นสถานการณ์ที่หากในระหว่างเวลาที่ประเทศตกอยู่ในภาวะการรบหรือสงครามเท่านั้นครับ บุคคลที่รับราชการทหารหรือทำการเกี่ยวข้องอยู่กับราชการทหารจะทำพินัยกรรมตามแบบที่กล่าวมาข้างต้นได้ ผู้ที่ทำหน้าที่แทนนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตได้แก่นายทหารหรือข้าราชการฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรมีอำนาจหน้าที่แทนครับ</p>



<p class="has-large-font-size">นอกจากนี้ยังใช้กับกรณีที่บุคคลที่รับราชการทหารหรือทำการเกี่ยวกับราชการทหารจะทำพินัยกรรมในต่างประเทศในระหว่างที่ปฏิบัติการเพื่อประเทศที่กำลังรบหรือทำสงครามกันด้วยครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading has-large-font-size" id="ในส-วนส-ดท-ายน-สำหร-บผ-ท-สนใจให-เราทำพ-น-ยกรรมให-สำน-กงานเราค-ดค-าทำพ-น-ยกรรมเท-าไร">ในส่วนสุดท้ายนี้ สำหรับผู้ที่สนใจให้เราทำพินัยกรรมให้ สำนักงานเราคิดค่าทำพินัยกรรมเท่าไร?</h2>



<p class="has-large-font-size">ค่าบริการในการทำพินัยกรรมของเรานั้นจะเริ่มที่ 15,000 บาท เป็นต้นไปครับ เช่นเดียวกับการทำงานบริการทางกฎหมายของเราในด้านอื่น ๆ เราคิดราคาจากความยากง่ายของงาน ราคาจึงไม่ได้ขึ้นกับทุนทรัพย์ครับ</p>



<p class="has-large-font-size">หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านครับ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การบังคับคดีมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง? หลังชนะคดีแล้วต้องทำอย่างไรต่อ? ทำอย่างไรเมื่อได้รับหมายบังคับคดี?</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad-2/1416/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 04:39:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1416</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
การบังคับคดี การบังคับคดีเป็นขั้นตอนต่อมาหลังจากที่โจทก์หรือจำเลยชนะคดีและต้องการบังคับให้อีกฝ่ายที่แพ้คดีปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั่นเองครับ โดยที่ฝ่ายที่ชนะคดีอาจจะเป็นไปได้ทั้งโจทก์หรือจำเลย ซึ่งหากมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันเราจะเรียกผู้ที่ชนะคดีว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาครับ ฝ่ายที่แพ้คดีเราก็จะเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้อะไรก็ตามครับ ทำไมต้องมีการบังคับคดี? การบังคับคดีนั้นจะเป็นขั้นตอนต่อมาหลังจากที่โจทก์ชนะคดีและศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว การบังคับคดีจะเป็นการดำเนินการเพื่อที่จะให้เจ้าหนี้หรือโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล เป็นการบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามคำตัดสินของศาลนั่นเอง แต่การบังคับคดีจะกระทำในลักษณะใดนั้นจะขึ้นอยู่กับหนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษานั้นว่าเป็นหนี้ในลักษณะใด เช่น&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%ad-2/1416/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;การบังคับคดีมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง? หลังชนะคดีแล้วต้องทำอย่างไรต่อ? ทำอย่างไรเมื่อได้รับหมายบังคับคดี?&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h1 class="wp-block-heading">การบังคับคดี</h1>



<p class="has-medium-font-size">การบังคับคดีเป็นขั้นตอนต่อมาหลังจากที่โจทก์หรือจำเลยชนะคดีและต้องการบังคับให้อีกฝ่ายที่แพ้คดีปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั่นเองครับ โดยที่ฝ่ายที่ชนะคดีอาจจะเป็นไปได้ทั้งโจทก์หรือจำเลย ซึ่งหากมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันเราจะเรียกผู้ที่ชนะคดีว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาครับ ฝ่ายที่แพ้คดีเราก็จะเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้อะไรก็ตามครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำไมต้องมีการบังคับคดี?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">การบังคับคดีนั้นจะเป็นขั้นตอนต่อมาหลังจากที่โจทก์ชนะคดีและศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว การบังคับคดีจะเป็นการดำเนินการเพื่อที่จะให้เจ้าหนี้หรือโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล เป็นการบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามคำตัดสินของศาลนั่นเอง แต่การบังคับคดีจะกระทำในลักษณะใดนั้นจะขึ้นอยู่กับหนี้ที่ต้องชำระตามคำพิพากษานั้นว่าเป็นหนี้ในลักษณะใด เช่น ถ้าเป็นหนี้เงินการบังคับคดีจะเป็นการยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นำเงินที่ได้มาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ หากเป็นหนี้กระทำการก็จะเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วแต่กรณีไป</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การบังคับคดีจะเริ่มได้เมื่อไร?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">เมื่อมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วและถ้ามีการที่จะต้องบังคับคดีกับจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยปกติจะมีช่วงระยะเวลาที่ให้จำเลยชำระหนี้ระยะหนึ่งก่อนซึ่งระยะเวลานี้จะถูกระบุไว้ในสิ่งที่เรียกว่า คำบังคับ โดยในคำบังคับนั้นจะระบุด้วยว่าให้จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นต้องชำระหนี้อย่างไรตามคำพิพากษา ซึ่งระยะเวลาในการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคำบังคับนั้นจะเริ่มนับหลังจากที่จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแล้ว นั่นคือหากวันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งจำเลยอยู่ในศาล ศาลท่านจะสั่งให้จำเลยชำระหนี้ภายในกี่วัน แต่ถ้าในวันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจำเลยไม่ได้มาฟังคำพิพากษาหรือคำสั่ง เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำเป็นที่จะต้องแจ้งคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้กับจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นก่อนโดยการขอศาลให้ส่งคำบังคับให้กับจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อให้เขาทราบคำตัดสินของศาลและทำการชำระหนี้ตามคำพิพากษาภายในกำหนด การทำการบังคับคดีนั้นจะเริ่มกระทำได้หลังจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือจำเลยในคดีไม่กระทำการชำระหนี้ให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในคำบังคับ ในระหว่างระยะเวลาตามคำบังคับนี้เจ้าหนี้จะยังไม่สามารถทำการบังคับคดีได้จนกว่าจะพ้นระยะเวลาตามคำบังคับไปแล้ว ดังนั้นการบังคับคดีจะเริ่มได้เมื่อใดนั่นคือเริ่มได้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับไปแล้วนั่นเอง</p>



<p class="has-medium-font-size">ปกติแล้วถ้าศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ต้องมีการบังคับคดีกับจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลมักจะออกคำบังคับทันที่ที่ได้อ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นครับ และจะถือว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ทราบคำบังคับในวันนั้นแล้ว แต่ถ้าศาลไม่ได้ออกคำบังคับให้โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำเป็นที่จะต้องแจ้งให้ลูกหนี้ทราบก่อนครับว่าศาลได้ตัดสินว่าอย่างไรและมีคำบังคับว่าอย่างไรบ้างโดยการขอให้ศาลออกคำบังคับส่งไปให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือจำเลยทราบด้วยนะครับเพราะหากจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ทราบคำบังคับเราจะไม่สามารถเริ่มกระทำการบังคับคดีได้เลยครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>จำเป็นหรือไม่ที่ต้องรอให้มีคำพิพากษาศาลฎีกาก่อนจึงจะทำการบังคับคดีได้?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ไม่จำเป็นครับ ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการบังคับคดีจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่สิ้นสุดระยะเวลาตามคำบังคับ คำบังคับนั้นจะมีได้เมื่อศาลตัดสินแล้วว่าจะให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือจำเลยชำระหนี้โจทก์อย่างไร การบังคับคดีจึงมีได้ตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินและแม้ว่าจำเลยจะอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ตามแต่ถ้าไม่ขอทุเลาการบังคับคดีไว้ โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ยังสามารถที่จะบังคับคดีได้ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การบังคับคดีมีกำหนดระยะเวลากี่ปี?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">การบังคับคดีนั้นจะมีระยะเวลา 10 นับแต่วันที่ศาลได้อ่านคำพิพากษา ตรงนี้ให้ยึดว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังในวันใดครับ โดยหากเป็นคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาให้เปิดไปดูด้านหลังสุดซึ่งปกติจะเป็นลายมือเขียนเอาไว้ว่าได้อ่านคำพิพากษาวันใด เริ่มนับจากวันนั้นครับไม่ได้ดูวันจากด้านหน้า ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากว่าการอ่านคำพิพากษาแม้จะเป็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ตามผู้ที่อ่านคือศาลชั้นต้นที่ตัดสินคดีครับ ทำให้ในหน้าแรกจะเป็นวันที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งจากนั้นศาลสูงท่านก็จะใส่ซองส่งให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้อ่านให้โจทก์และจำเลยฟังว่าศาลสูงได้ตัดสินว่าอย่างไร ซึ่งวันที่ศาลชั้นต้นนัดมาฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลสูงท่านก็จะแกะซองและอ่านให้โจทก์และจำเลยฟัง จากนั้นก็จะเขียนไปในท้ายคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลสูงนั้นว่าได้อ่านในวันใด การนับระยะเวลาบังคับคดี 10 ปีนั้นจะเริ่มจากวันที่ศาลได้อ่านคำพิพากษาด้วยเหตุนี้หากเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์หรือฎีกาก็จึงต้องเปิดไปดูหน้าสุดท้ายของคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นครับว่าศาลชั้นต้นท่านได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลสูงในวันใดนั่นเอง</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การบังคับคดีต้องทำอย่างไรบ้าง? และคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีต้องทำอย่างไร?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาตามคำบังคับแล้วถ้าเป็นหนี้ที่ต้องดำเนินการบังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีเช่น หนี้เงิน หรือ หนี้ที่ต้องมีการบังคับคดีโดยวิธีการยึดทรัพย์สินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ อายัดสิทธิเรียกร้องหรือเงินในธนาคาร หรือขับไล่รื้อถอน เหล่านี้จำเป็นที่จะต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเพื่อตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเสียก่อนเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงจะมีอำนาจกระทำได้ครับ ส่วนหนี้อื่นเช่นการทำนิติกรรมก็จะเป็นการใช้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาขึ้นอยู่กับคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นว่าจะสั่งให้จำเลยชำระหนี้ด้วยวิธีใดครับ เมื่อศาลออกหมายบังคับคดีให้แล้วเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดีแล้ว จากนั้นจึงจะทำการแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้กระทำการยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้องหรือกระทำการใด ๆ เพื่อเป็นการบังคับให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา</p>



<p class="has-medium-font-size">การขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีนั้นต้องทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลโดยรายละเอียดของคำร้องขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นจะสรุปเป็นเนื้อหาในคำร้องขอออกหมายบังคับคดีว่าในคำร้องนั้นต้องมีรายละเอียดดังนี้คือ</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ ๑</strong> เขียนบรรยายในคำร้องว่าศาลได้ตัดสินว่าอย่างไร</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ ๒</strong> ได้มีคำบังคับสั่งให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องทำอะไรภายในระยะเวลาเท่าไร และบัดนี้ในขณะยื่นคำร้องนั้นได้พ้นกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับนั้นแล้ว</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ ๓</strong> เจ้าหนี้มีความประสงค์จะบังคับคดีเพื่อหนี้ตามคำพิพากษาอย่างไร มีการชำระหนี้มาบ้างแล้วหรือไม่ ยังไม่ชำระเลยหรือชำระมาแล้วบางส่วนแต่ยังขาดเหลืออีกเท่าไร เจ้าหนี้ต้องการบังคังคดีอีกเท่าไร</p>



<p class="has-medium-font-size"><strong>ข้อ ๔</strong> ระบุขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีให้กับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างไร เช่น ด้วยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจนครบถ้วนเป็นต้น</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>การเพิกถอนหรือแก้ไขการบังคับคดีที่ผิดระเบียบทำอย่างไร?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ในการบังคับคดีนั้นถ้าคำบังคับหรือหมายบังคับคดีมีความบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น หมายบังคับคดีที่ออกมาไม่เป็นไปตามคำพิพากษา ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือมีความคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เจ้าหนี้ ลูกหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือแม้แต่ผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับความเสียหายจากการบังคับคดีนั้นสามารถที่จะยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งนั้นให้เพิกถอนแก้ไขการบังคับคดีนั้นได้แต่ว่าการจะยื่นนั้นต้องกระทำก่อนการบังคับคดีเสร็จสิ้นลงนะครับ การยื่นคำร้องนั้นสามารถยื่นได้แต่มีระยะเวลาจำกัดว่าต้องทำภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รู้หรือได้ทราบถึงการบังคับคดีที่ไม่ชอบนั้นด้วยครับ หากเลยกำหนดระยะเวลา 15 วันนี้แล้วจะไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหรือแก้ไขการบังคับคดีที่ผิดระเบียบได้ อย่างไรก็ดีหากว่าศาลเห็นสมควรแม้จะเลยกำหนดระยะเวลา 15 วันแล้วก็ตามศาลท่านอาจจะสั่งให้แก้ไขได้อยู่นะครับ แต่มีข้อยกเว้นว่า ไม่ว่าจะทำภายในกำหนดเวลา 15 วันหรือศาลเห็นสมควรก็ตาม ถ้ามีการให้สัตยาบันหรือการกระทำที่เป็นการยอมรับการบังคับคดีที่ผิดระเบียบนั้นแล้วจะทำให้ไม่สามารถขอเพิกถอนหรือแก้ไขการบังคับคดีที่ผิดระเบียบได้อีกเลยครับ ควรระวังตรงจุดนี้ให้ดี เมื่อพบว่ามีการออกหมายบังคับคดีที่บกพร่อง ผิดพลาดหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายแล้วควรหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นการแสดงว่ายอมรับการออกหมายบังคับคดีที่มีปัญหานั้นนะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ในกรณีที่การบังคับคดีบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายเกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดี เช่นเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินผิดแปลง หรือไม่ยอมยึดทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไม่ชอบ เจ้าหนี้ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือผู้ที่ต้องเสียหายจากการบังคับคดีนั้นสามารถที่จะยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขการบังคับคดีซึ่งผิดระเบียบอันเกิดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีได้เช่นกันครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">อย่างไรก็ดีในกรณีที่คำร้องที่ยื่นมานั้นอาจจะเป็นการประวิงคดีให้ชักช้า ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องต่อศาลสั่งให้ผู้ที่ยื่นคำร้องขอเพิกถอน หรือแก้ไขหมายบังคับคดีนั้นวางเงินหรือหาประกันมาวางต่อศาลได้ครับเพื่อจะได้เป็นการประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลที่จะเกิดความเสียหายจากการยื่นคำร้องเพื่อประวิงคดีนั้นครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทรัพย์สินอะไรบ้างที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับการบังคับคดี?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีมีดังนี้ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">(๑) เครื่องนุ่งห่มหลับนอน เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือเครื่องใช้สอยส่วนตัว โดยประมาณรวมกันราคาไม่เกินประเภทละสองหมื่นบาท แต่ในกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร เจ้าพนักงานบังคับคดีจะกำหนดให้ทรัพย์สินแต่ละประเภทดังกล่าวที่มีราคารวมกันเกินสองหมื่นบาทเป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ได้  ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความจำเป็นตามฐานะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา</p>



<p class="has-medium-font-size">(๒) สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ ในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพเท่าที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ราคารวมกันโดยประมาณไม่เกินหนึ่งแสนบาท แต่ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีความจำเป็นในการเลี้ยงชีพก็อาจร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขออนุญาตใช้สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้เท่าที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือประกอบวิชาชีพในกิจการดังกล่าวของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีราคารวมกันเกินกว่าจำนวนราคาที่กำหนดนั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตหรืออนุญาตได้เท่าที่จำเป็นภายในบังคับแห่งเงื่อนไขตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="has-medium-font-size">(๓) สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่ช่วยหรือแทนอวัยวะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา</p>



<p class="has-medium-font-size">(๔) ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันมีลักษณะเป็นของส่วนตัวโดยแท้ เช่น หนังสือสำหรับวงศ์ตระกูลโดยเฉพาะ จดหมาย หรือสมุดบัญชีต่าง ๆ</p>



<p class="has-medium-font-size">(๕) ทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี</p>



<p class="has-medium-font-size">ในกรณีที่เป็นเงินหรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีได้แก่</p>



<p class="has-medium-font-size">(๑) เบี้ยเลี้ยงชีพซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ ส่วนเงินรายได้เป็นคราว ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกได้ยกให้เพื่อเลี้ยงชีพนั้น ให้มีจำนวนไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="has-medium-font-size">(๒) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ เบี้ยหวัด หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ และเงินสงเคราะห์ บำนาญ หรือบำเหน็จที่หน่วยราชการได้จ่ายให้แก่คู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น</p>



<p class="has-medium-font-size">(๓) เงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ ค่าชดใช้ เงินสงเคราะห์ หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของพนักงาน ลูกจ้าง หรือคนงาน นอกจากที่กล่าวไว้ใน (๒) ที่นายจ้างหรือบุคคลอื่นใดได้จ่ายให้แก่บุคคลเหล่านั้น หรือคู่สมรส หรือญาติที่ยังมีชีวิตของบุคคลเหล่านั้น เป็นจำนวนรวมกันไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="has-medium-font-size">(๔) บำเหน็จหรือค่าชดเชยหรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของบุคคลตาม (๓) เป็นจำนวนไม่เกินสามแสนบาทหรือตามจำนวนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<p class="has-medium-font-size">(๕) เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับอันเนื่องมาแต่ความตายของบุคคลอื่นเป็นจำนวนตามที่จำเป็นในการดำเนินการฌาปนกิจศพตามฐานะของผู้ตายที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นสมควร</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>บุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะทำอย่างไรถ้าหากทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดีนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลนั้นส่วนหนึ่ง?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">บุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาแต่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ถูกยึดทรัพย์หรืออายัดสิทธิเรียกร้อง เช่นเป็นเจ้าของรวมในที่ดิน หรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นสามารถจะมาร้องขอกันส่วนเงินที่ได้จากการบังคับคดีนั้นได้ครับ หรือในกรณีที่ทรัพย์สินที่ถูกยึดนั้นเป็นของบุคคลอื่นไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรืออาจจะเป็นเจ้าของรวมในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้แยกการครอบครองเป็นส่วนสัดเรียบร้อยแล้ว หรือบุคคลที่อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนในทรัพย์สินนั้นได้อยู่ก่อน เช่นนี้บุคคลเหล่านั้นสามารถที่จะร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนเฉพาะที่เป็นส่วนของตนได้ครับ โดยการยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นที่ทำการพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีนั้นครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">เช่นกันครับหากเจ้าหนี้หรือผู้มีส่วนได้เสียจากการที่บุคคลภายนอกยื่นขอกันส่วนหรือขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดนั้นเห็นว่าการยื่นขอกันส่วนหรือขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า สามารถขอให้ศาลสั่งให้ผู้ที่ร้องนั้นวางเงินหรือหาประกันต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสำหรับความเสียหายที่อาจได้รับจากการยื่นคำร้องขอกันส่วนหรือขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดนั้นได้ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>ทำอย่างไรเมื่อถูกบังคับคดี?</strong></h2>



<p class="has-medium-font-size">สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือตั้งสติครับ ดูว่าหมายบังคับคดีนั้นเขียนว่าอะไร มีรายละเอียดและข้อกำหนดอะไรบ้าง กรณีที่ไม่เคยรู้ตัวว่าถูกฟ้องมาก่อนรีบไปที่ศาลที่ออกหมายบังคับคดีนั้นและเช็คคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอันดับแรกครับ แนะนำว่าควรรีบปรึกษาทนายเพราะจะมีกำหนดระยะเวลาในกรณีที่จะขอพิจารณาคดีใหม่อยู่ครับ ในการปรึกษาทนายนั้นควรไปคัดคำพิพากษาหรือคำสั่งรวมถึงคำฟ้องและคำเบิกความพยานทุกปากส่งให้ทนายเพื่อขอคำปรึกษาด้วยนะครับ หากนำหมายบังคับคดีมาให้เพียงอย่างเดียวจะให้คำปรึกษารวมถึงช่วยหาวิธีแก้ไขได้ไม่มากครับเพราะไม่รู้ถึงต้นสายปลายเหตุ</p>



<p class="has-medium-font-size">กรณีที่ต่อสู้คดีจนคดีถึงที่สุดแล้วตรงนี้ทำอะไรไม่ได้มากครับนอกจากหาเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้น ถ้ามีการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นเป็นของเราวิธีการที่จะทำได้คือเข้าไปสู้ราคาเพื่อทำการซื้อทอดตลาดกลับมาครับ ถ้ามีการขายทอดตลาดไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตรงนี้อาจจะยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดและทำการขายทอดตลาดใหม่เพื่อให้เราสามารถเข้าไปทำการแข่งสู่ราคาในการซื้อทอดตลาดทรัพย์สินนั้นได้ครับ ต้องดูเป็นกรณีๆไป</p>



<p class="has-medium-font-size">สิ่งที่ไม่ควรทำหลังจากที่สู้คดีจนคดีถึงที่สุดแล้วก็คือยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินเราเพื่อจะหลีกเลี่ยงการบังคับคดีกับทรัพย์สินนั้นครับ ไม่ควรทำตั้งแต่เมื่อรู้ว่าเจ้าหนี้จะดำเนินการฟ้องร้องเราแล้วนะครับเพราะอาจจะสุ่งเสี่ยงต่อการกระทำความผิดทางอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ได้นะครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">เป็นหนี้แล้วต้องใช้ครับถ้าเอาของของเขามาก็ควรคืนกลับไปให้เจ้าของครับ เราไม่ควรเรียกร้องความยุติธรรมด้วยการรังแกคนอื่นหมายถึงทั้งสองฝั่งเลยนะครับ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อยากดำเนินคดีอาญา แจ้งความร้องทุกข์ ฟ้องร้องคดีอาญาต่อศาล ใครสามารถดำเนินคดีอาญาได้บ้าง?</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87-2/1414/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 04:32:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1414</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
อยากดำเนินคดีอาญา แจ้งความร้องทุกข์ ฟ้องร้องคดีอาญาต่อศาล ใครสามารถดำเนินคดีอาญาได้บ้าง? ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่าใครที่กฎหมายให้อำนาจในการฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้บ้าง ผู้ที่มีอำนาจดังกล่าวได้แก่ 1 พนักงานอัยการ 2 ผู้เสียหาย กฎหมายให้อำนาจกับบุคคลสองกลุ่มนี้เท่านั้นที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ ถ้าในกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องเอง&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8d%e0%b8%b2-%e0%b9%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%87-2/1414/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;อยากดำเนินคดีอาญา แจ้งความร้องทุกข์ ฟ้องร้องคดีอาญาต่อศาล ใครสามารถดำเนินคดีอาญาได้บ้าง?&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">อยากดำเนินคดีอาญา แจ้งความร้องทุกข์ ฟ้องร้องคดีอาญาต่อศาล ใครสามารถดำเนินคดีอาญาได้บ้าง?</h2>



<p class="has-medium-font-size">ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่าใครที่กฎหมายให้อำนาจในการฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้บ้าง ผู้ที่มีอำนาจดังกล่าวได้แก่ 1 พนักงานอัยการ 2 ผู้เสียหาย กฎหมายให้อำนาจกับบุคคลสองกลุ่มนี้เท่านั้นที่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ ถ้าในกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องเอง ต่อมาภายหลังยื่นฟ้องแล้วตายลง บุคคลที่มีสิทธิจะดำเนินคดีต่อไปได้ได้แก่ บุพการีตามกฎหมายและตามความเป็นจริง ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาตามกฎหมายครับ แต่ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการเป็นผู้ยื่นฟ้องแม้ว่าผู้เสียหายจะตายลงคดีก็ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้โดยพนักงานอัยการครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">การที่เราไปแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจนั้นจะเป็นการขอให้ภาครัฐดำเนินการแทนผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจเมื่อได้รับการแจ้งความร้องทุกข์จากผู้เสียหายแล้วก็จะทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาความจริงทั้งความผิดและความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา เมื่อได้ความจริงแล้วก็จะทำการสรุปสำนวนพร้อมกับทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องเท่านั้นแล้วส่งต่อไปที่อัยการครับ เมื่ออัยการได้รับสำนวนและความเห็นแล้วก็จะเป็นอำนาจของท่านอัยการในการสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งฟ้องและนำคดีขึ้นสู่ศาลต่อไป จะเห็นได้ว่าพนักงานอัยการก็คือบุคคลกลุ่มที่ 1 ที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง</p>



<p class="has-medium-font-size">ในส่วนของบุคคลกลุ่มที่ 2 นั้นหากมองว่าการดำเนินการวิธีแรกมันนานไป หรือติดปัญหาหลายอย่าง แจ้งความแล้วคดีไม่คืบหน้า ตำรวจไม่รับแจ้งความ ไล่ไปหาหลักฐานเองบ้าง ทำให้ผู้เสียหายนั้นอยากฟ้องคดีอาญาด้วยตนเอง กฎหมายไทยเปิดโอกาสให้สามารถกระทำได้ครับ ผู้เสียหายสามารถตั้งทนายหรือไม่ตั้งก็แล้วแต่ ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดเองได้ครับ ในกรณีการดำเนินการฟ้องร้องคดีอาญาด้วยตนเองนั้นจะต้องไม่ใช่ความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายครับ ความผิดที่รัฐเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายเช่น ความผิดตาม พรบ จราจรทางบกเป็นต้น</p>



<h2 class="wp-block-heading">คดีอาญามีกี่ประเภท?</h2>



<p class="has-medium-font-size">คดีอาญานั้นจะมี 2 ประเภทด้วยกันครับ ได้แก่</p>



<p class="has-medium-font-size">1 ความผิดต่อส่วนตัว เป็นความผิดที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าผู้เสียหายสามารถตกลงเจรจาเพื่อยอมความกันได้ เมื่อยอมความกันแล้วคดีอาญาก็จะเป็นอันระงับไปและไม่สามารถนำมาฟ้องคดีอาญาได้ใหม่ครับ และ</p>



<p class="has-medium-font-size">2 ความผิดที่เป็นอาญาแผ่นดินครับ คือความผิดที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ผู้เสียหายสามารถตกลงยอมความกันได้ ทำให้แม้ว่าผู้เสียหายจะให้อภัยกับผู้กระทำความผิดแล้วคดีก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไปจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดครับ การตกลงยอมความกันจะเป็นเพียงแค่ใช้ประกอบการพิจารณาของศาลท่านในการลงโทษเท่านั้นครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">การที่พนักงานอัยการทำการฟ้องคดีอาญา หากเป็นคดีความผิดที่เป็นอาญาแผ่นดินไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าพนักงานตำรวจครับ เป็นใครไปแจ้งความกับตำรวจก็ได้ เมื่อตำรวจได้รับทราบถึงการกระทำความผิดแล้วท่านก็มีอำนาจดำเนินคดีต่อไปได้เองครับ จะแตกต่างจากกรณีความผิดต่อส่วนครับ เพราะความผิดต่อส่วนตัวนั้นต้องเป็นผู้เสียหายเท่านั้นที่จะสามารถแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจะดำเนินคดีต่อไปได้ครับ ถ้าไม่ใช่ผู้เสียหายไปแจ้งความในความผิดต่อส่วนตัวและเกิดการฟ้องร้องคดีอาญาต่อศาลเกิดขึ้น จะถูกยกฟ้องทันทีครับเพราะไม่มีอำนาจตามกฎหมายเนื่องจากกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าในคดีความผิดต่อส่วนตัวนั้น ห้ามไม่ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนถ้าผู้เสียหายจากการกระทำความผิดยังไม่ได้ร้องทุกข์ครับ ผลก็คือเมื่อไม่มีการสอบสวน กฎหมายไม่ให้อำนาจพนักงานอัยการยื่นฟ้องครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">ในการที่ผู้เสียหายจะยื่นฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองนั้นสามารถกระทำได้ทั้งความผิดต่อส่วนตัวและความผิดที่เป็นอาญาแผ่นดินครับ จะทำไม่ได้เฉพาะความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายดังได้กล่าวไปแล้วครับ ซึ่งการดำเนินคดีอาญาด้วยตนเอง การรวบรวมพยานหลักฐานรวมถึงการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีในศาลย่อมจะมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามมาครับ เช่นการจ้างทนาย ค่าใช้จ่ายในการรวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินคดีอาญาครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">เมื่อการเป็นผู้เสียหายมีส่วนสำคัญมากในการเริ่มคดี</p>



<h2 class="wp-block-heading">แล้วถ้าผู้เสียหายมีคนเดียวแต่เกิดเหตุอะไรบางอย่างไม่สามารถทำเองได้ใครสามารถทำแทนผู้เสียหายได้บ้าง?</h2>



<p class="has-medium-font-size">ตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้เสียหายนั้นเป็นใครครับขอแบ่งเป็นดังนี้ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 5)</p>



<p class="has-medium-font-size">1 ถ้าผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์(ในกฎหมายอาญาผู้เยาว์คืออายุไม่เกิน 18 ปีครับ)หรือผู้ไร้ความสามารถ บุคคลที่จะดำเนินคดีแทนได้แก่ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">2 ผู้เสียหายที่ถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถดำเนินการเองได้ บุคคลที่มีสิทธิดำเนินคดีแทนผู้เสียหายได้แก่ ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา(ต้องสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยนะครับ) บุคคลเหล่านี้สามารถดำเนินการแทนผู้เสียหายได้ ซึ่งกรณีผู้สืบสันดานนั้นเฉพาะสายตรงลงไปเท่านั้นครับที่มีสิทธิ ได้แก่ ลูก หลาน เหลน ลื่อ ครับ เช่นเดียวกันกับผู้บุพการีก็ต้องสายตรงขึ้นไปได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ครับ สามีภริยาต้องจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">3 ในกรณีนิติบุคคลเป็นผู้เสียหาย ผู้ที่ดำเนินคดีแทนได้แก่ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นๆของนิติบุคคลครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ที่ไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือบุคคบวิกลจริตหรือคนไร้ความสามารถที่ไม่มีผู้อนุบาล หรือผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลนั้นไม่สามารถทำการดำเนินคดีแทนได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด รวมทั้งอาจมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถนั้น ๆ แล้ว กฎหมายก็เปิดโอกาสให้ญาติของผู้เยาว์หรือบุคคลไร้ความสามารถ หรือผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องสามารถร้องขอต่อศาลให้ตั้งเขาเป็นผู้แทนเฉพาะคดีดำเนินคดีอาญาได้ครับ</p>



<p class="has-medium-font-size">บุคคลดังกล่าวเหล่านี้สามารถดำเนินการแทนผู้เสียหายได้โดยที่ไม่ต้องทำการมอบอำนาจครับ ซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้สามารถที่จะทำการร้องทุกข์ เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ เป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ถอนฟ้องคดีอาญา หรือคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา รวมทั้งสามารถยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัวได้แทนผู้เสียหายกระทำการด้วยตนเองครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading">ถ้าผู้เสียหายตายแต่ไม่มี ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานและยังไม่ได้แต่งงานจะทำอย่างไรล่ะ?</h2>



<p class="has-medium-font-size">ญาติสนิทมิตรสหายหรือบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ญาติสามารถทำการกล่าวโทษให้ตำรวจดำเนินการได้ครับ แต่จะไปฟ้องร้องดำเนินคดีเองไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ครับ</p>



<h2 class="wp-block-heading">กฎหมายที่เกียวข้อง</h2>



<p class="has-medium-font-size"><em><a>มาตรา ๒</a>  ในประมวลกฎหมายนี้</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em>(๔) “ผู้เสียหาย” หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๔, ๕ และ ๖</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em><a>มาตรา ๔</a>  ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นหญิงมีสามี หญิงนั้นมีสิทธิฟ้องคดีได้เองโดยมิต้องได้รับอนุญาตของสามีก่อน</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em>ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๕ (๒) สามีมีสิทธิฟ้องคดีอาญาแทนภริยาได้ ต่อเมื่อได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้งจากภริยา</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em><a>มาตรา ๕</a>  บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em>(๑) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทำต่อผู้เยาว์ หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความดูแล</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em>(๒) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาเฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em>(๓) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคล เฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em><a>มาตรา ๖</a>  ในคดีอาญาซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือเป็นผู้วิกลจริตหรือคนไร้ความสามารถไม่มีผู้อนุบาล หรือซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลไม่สามารถจะทำการตามหน้าที่โดยเหตุหนึ่งเหตุใด รวมทั้งมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถนั้น ๆ ญาติของผู้นั้น หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องอาจร้องต่อศาลขอให้ตั้งเขาเป็นผู้แทนเฉพาะคดีได้</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em>เมื่อได้ไต่สวนแล้วให้ศาลตั้งผู้ร้องหรือบุคคลอื่น ซึ่งยินยอมตามที่เห็นสมควรเป็นผู้แทนเฉพาะคดี เมื่อไม่มีบุคคลใดเป็นผู้แทนให้ศาลตั้งพนักงานฝ่ายปกครองเป็นผู้แทน</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em>ห้ามมิให้เรียกค่าธรรมเนียมในเรื่องขอตั้งเป็นผู้แทนเฉพาะคดี</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em><a>มาตรา ๒๒</a>  เมื่อความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลใด ให้ชำระที่ศาลนั้น แต่ถ้า</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em>(๑) เมื่อจำเลยมีที่อยู่ หรือถูกจับในท้องที่หนึ่งหรือเมื่อเจ้าพนักงานทำการสอบสวนในท้องที่หนึ่งนอกเขตของศาลดังกล่าวแล้ว จะชำระที่ศาลซึ่งท้องที่นั้น ๆ อยู่ในเขตอำนาจก็ได้</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em>(๒) เมื่อความผิดเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรไทยให้ชำระคดีนั้นที่ศาลอาญา ถ้าการสอบสวนได้กระทำลงในท้องที่หนึ่งซึ่งอยู่ในเขตของศาลใด ให้ชำระที่ศาลนั้นได้ด้วย</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em><a>มาตรา ๒๘</a>  บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em>(๑) พนักงานอัยการ</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em>(๒) ผู้เสียหาย</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em><a>มาตรา ๒๙</a>  เมื่อผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้</em></p>



<p class="has-medium-font-size"><em>ถ้าผู้เสียหายที่ตายนั้นเป็นผู้เยาว์ ผู้วิกลจริต หรือผู้ไร้ความสามารถ ซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรม&nbsp;ผู้อนุบาลหรือผู้แทนเฉพาะคดีได้ยื่นฟ้องแทนไว้แล้ว ผู้ฟ้องแทนนั้นจะว่าคดีต่อไปก็ได้</em></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สิทธิต่างๆของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างในสถานการณ์ covid-19</title>
		<link>https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1/1191/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Mar 2022 04:24:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://itthigorn.com/?p=1191</guid>

					<description><![CDATA[<div class="entry-summary">
บทความนี้เราจะพูดถึงว่าเมื่อลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างรายสัปดาห์ ลูกจ้างรายเดือน หรือพนักงานบริษัท เมื่อถูกเลิกจ้างหรือโดนนายจ้างไล่ออก บังคับให้เซ็นต์ใบลาออก นอกจากค่าชดเชย หรือค่าตกใจ แล้วลูกจ้างหรือพนักงานเหล่านั้น มีสิทธิที่จะเรียกร้องอะไรได้บ้าง ในภาวะสถานการณ์โควิท-19&#8230;
</div><div class="link-more"><a href="https://itthigorn.com/language/en/uncategorized/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1/1191/" class="more-link">Continue reading<span class="screen-reader-text"> &#8220;สิทธิต่างๆของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างในสถานการณ์ covid-19&#8221;</span>&#8230;</a></div>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-align-left has-medium-font-size">บทความนี้เราจะพูดถึงว่าเมื่อลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างรายสัปดาห์ ลูกจ้างรายเดือน หรือพนักงานบริษัท เมื่อถูกเลิกจ้างหรือโดนนายจ้างไล่ออก บังคับให้เซ็นต์ใบลาออก นอกจากค่าชดเชย หรือค่าตกใจ แล้วลูกจ้างหรือพนักงานเหล่านั้น มีสิทธิที่จะเรียกร้องอะไรได้บ้าง</p>



<p class="has-medium-font-size">ในภาวะสถานการณ์โควิท-19 คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบต่อทั้งลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งบางสถานประกอบการก็ไม่อาจที่จะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหวทำให้ต้องมีการเลิกจ้างงานเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งถ้าหากตกลงร่วมมือกันได้ แบ่งรับความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่ายย่อมเป็นเรื่องที่ดี การจ้างแรงงานนั้น บุคคลที่เป็นนายจ้างมีอำนาจเหนือกว่าลูกจ้างในหลายๆด้าน รัฐจึงได้ออกกฎหมายมาเพื่อกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานให้แก่ลูกจ้าง โดยให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องทำตามเงื่อนไขต่าง ๆเพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติว่าด้วยกฎหมายแรงงาน</p>



<p class="has-medium-font-size">จากสถานการณ์โควิท – 19 ในประเทศไทยมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปัจจุบัน สถานการณ์ดังกล่าวหากเป็นเหตุสำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างจนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ต้องหยุดประกอบกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนลงเป็นการชั่วคราว กฎหมายเปิดโอกาสให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานปกติที่ลูกจ้างได้รับก่อนหน้าที่นายจ้างจะหยุดกิจการ จ่ายจำนวนนี้ได้ตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน แต่ในการนี้นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าโดยทำเป็นหนังสือแจ้งก่อนวันเริ่มหยุดกิจไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ วิธีนี้อาจเป็นหนทางหนึ่งของสถานประกอบกิจการที่จะพยุงธุรกิจให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้โดยไม่ต้องเลิกจ้างหรือปิดตัวลง และหากเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้ต้องหยุดกิจการ นายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินก้อนนี้ แต่เงื่อนไขนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณีด้วย เพราะโดยตัวโควิท-19 เองไม่ใช่เหตุสุดวิสัย แต่ตัวมันทำให้เกิดเหตุสุดวิสัย ดังนั้นการอ้างต้องแสดงเหตุผลประกอบเสมอว่าเป็นเหตุสุดวิสัยอย่างไร เช่น โควิท-19 ทำให้นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เพราะถูกรัฐบาลสั่งระงับการประกอบกิจการชั่วคราว เป็นต้น เมื่อการจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทนการที่นายจ้างต้องหยุดกิจการเพราะเหตุสุดวิสัย ซึ่งเป็นเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้ ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถชำระหนี้ด้วยการทำงานได้ นายจ้างจึงไม่ต้องชำระหนี้ด้วยการจ่ายค่าจ้างได้</p>



<p></p>



<p class="has-medium-font-size">การหยุดประกอบกิจการเป็นเวลานาน หรือ บริษัทไม่มีรายได้เป็นระยะเวลานาน แต่รายจ่ายในบริษัทยังคงดำเนินต่อไปเช่น ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน หรืออื่น ๆ กิจการที่มีเงินสำรองไม่มากอาจจำต้องปิดตัวลง หรือจำเป็นที่จะต้องเลิกจ้างพนักงานของตนเพื่อให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยทั่วไปนายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวและไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้แต่เฉพาะในกรณีตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น อันได้แก่ ลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างเป็นอาจิณ ละทิ้งการงาน(คือการขาดงานเกินสมควรและไม่มีเหตุผลอันสมควรติดต่อกันเกินสามวันทำงานไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่) หรือลูกจ้างกระทำความผิดอย่างร้ายแรง หรือการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ลูกจ้างทุจริตแก่หน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย หรือลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือ ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ คำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว (ดูมาตรา 538 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119) ซึ่งหากไม่เข้ากรณีดังกล่าวมานี้แล้ว การเลิกจ้างลูกจ้างแม้จะเป็นเพราะเลิกกิจการ กฎหมายกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่ที่จะต้องทำซึ่งเป็นสิทธิของลูกจ้างที่สามารถจะเรียกร้องจากนายจ้างได้ ดังต่อไปนี้</p>



<h1 class="wp-block-heading">สิทธิต่างๆของลูกจ้าง</h1>



<p class="has-medium-font-size">1. ในกรณีการเลิกจ้างลูกจ้างในสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ในที่นี้รวมถึงสัญญาจ้างทดลองงานด้วย(Probation) กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องบอกเลิกสัญญาจ้างโดยทำเป็นหนังสือเพื่อให้เกิดความชัดเจน และบอกกล่าวให้ลูกจ้างทราบ เมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าจ้าง เพื่อให้เป็นผลในการเลิกสัญญากัน เมื่อถึงกำหนดการจ่ายค่าจ้างครั้งถัดไป โดยที่นายจ้างอาจจะจ่ายเงินให้จนถึงระยะเวลาเลิกสัญญาแล้วให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีก็ได้(ค่าชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า)</p>



<p class="has-medium-font-size">2. ในกรณีที่เลิกจ้างลูกจ้างหลังจากที่ลูกจ้างได้ทำงานให้มาระยะหนึ่งแล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 กำหนดให้นาจจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ดังตาราง</p>



<figure class="wp-block-table aligncenter is-style-stripes"><table><thead><tr><th></th><th class="has-text-align-center" data-align="center">ระยะเวลาการทำงาน</th><th class="has-text-align-center" data-align="center">ระยะเวลาขั้นต่ำในการนำมาคำนวณค่าชดเชย</th></tr></thead><tbody><tr><td>1</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">120 วัน &#8211;  แต่ไม่เกิน 1 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">30 วัน</td></tr><tr><td>2</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">ตั้งแต่ 1 ปี – แต่ไม่เกิน 3 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">90 วัน</td></tr><tr><td>3</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">ตั้งแต่ 3 ปี – แต่ไม่เกิน 6 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">180 วัน</td></tr><tr><td>4</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">ตั้งแต่ 6 ปี – แต่ไม่เกิน 10 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">240 วัน</td></tr><tr><td>5</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">ตั้งแต่ 10 ปี – แต่ไม่เกิน 20 ปี</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">300 วัน</td></tr><tr><td>6</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">ตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป</td><td class="has-text-align-center" data-align="center">400 วัน</td></tr></tbody></table><figcaption>ตารางค่าชดเชย</figcaption></figure>



<p class="has-medium-font-size">3.  เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือ แม้แต่ลูกจ้างเป็นฝ่ายเลิกสัญญาหรือลาออกเอง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี(วันลาพักร้อน)ในปีที่เลิกจ้างด้วย ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ปีหนึ่งลูกจ้างมีสิทธิได้รับวันหยุดพักผ่อนประจำปีได้อย่างน้อยปีละ 6 วันหากปีใหนไม่ได้หยุดสามารถทบไปหยุดปีถัดไปได้ และเมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดนายจ้างจะต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างเหลืออยู่ด้วย เหลือวันหยุดพักร้อนที่ไม่ได้ใช้เท่าไรเปลี่ยนมาเป็นเงินได้เท่านั้น ข้อนี้แม้ลาออกเองก็เรียกได้</p>



<p class="has-medium-font-size">4.  ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจนถึงบอกเลิกสัญญา<br>การไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดดังกล่าวมา อาจมีทั้งโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากนี้การที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าชดเชย นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดไม่จ่ายค่าจ้างถึงในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และมีการกำหนดค่าเสียหายในเชิงลงโทษไว้ด้วยในบางกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายเงินค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าชดเชย โดยจงใจและปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดจ่ายเงินให้กับลูกจ้าง นายจ้างต้องเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างสูงถึงร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน</p>



<p class="has-medium-font-size">สถานการณ์ปัจจุบันสร้างความลำบากให้แก่ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง กฎหมายนั้นไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหา ถ้าลูกจ้างไม่มีนายจ้างก็อาจจะไม่มีรายได้ในการดำรงค์ชีวิตต่อ ในเมื่อเราไม่สามารถรู้ว่าสถานการณ์นี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใดการได้เงินเพียงก้อนเดียวดังที่กล่าวมา แม้ได้ครบถ้วนก็อาจจะไม่เพียงพอ และในทางกลับกันหากนายจ้างไม่มีลูกจ้าง กิจการก็จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้เช่นกัน การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะตัดสินใจทำอะไรลงไป ควรหันมาเจรจาหาข้อตกลงกันก่อนดีที่สุด เพื่อทำให้สามารถดำเนินชีวิตและผ่านพ้นช่วงวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกันทั้งสองฝ่ายครับ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
